วันพฤหัสบดีที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2553

วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

กาแฟสดรสชาดดี

กาแฟสดที่มีรสชาดดีนั้น ไม่ใช่แค่ชงเพียงเท่านั้น ยังมีองค์ประกอบอีกหลายอย่างหลายประการที่จะเนริมิตรให้กาแฟสดมีรสชาดที่ดีได้
ทำอย่างไรจึงจะทำให้กาแฟสดมีรสชาดดี
ความ หมายของกาแฟสดรสชาดดี จะรวมไปถึงมีกลิ่นที่หอมกรุ่น รสชาดนุ่มนวลและกลมกล่อม บรรดาคอนักดื่มกาแฟสดเมื่อดื่มแล้วต้องติดใจในรสชาดอย่างไม่รู้ลืม ซึ่งมีน้อยคนที่จะทำได้เช่นนี้ จะทำได้ต้องใส่ใจในแต่ละรายละเอียดในแต่ละขั้นตอนต่างๆจึงจะได้กาแฟสดรสชาด ดีมีคุณภาพอย่างที่ตั้งใจ

ปัจจัยที่มีผลต่อรสชาดของกาแฟ
ถ้า หากร้านกาแฟของคุณต้องการให้กาแฟมีรสชาดอร่อยกว่าร้านอื่น คุณจะต้องทราบว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่มีผลต่อรสชาดของกาแฟ ซึ่งปัจจัยที่มีผลโดยตรงต่อรสชาดของกาแฟมีด้วยกัน 5 ส่วนดังนี้
1. ชนิดของกาแฟ การ เลือกกาแฟ ผู้ขายจะต้องเรียนรู้ว่ากาแฟอะไร มีกลิ่นหอม และรสชาดที่แตกต่างกันอย่างไร และใช้กาแฟบด หรือกาแฟสำเร็จรูป ในกลุ่มของกาแฟคั่วบด จะแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ
- สเตรทคอฟฟี่ (Straight coffee) หมายถึง พันธุ์อาราบิก้าแท้ 100% ที่มาแหล่งปลูกเดียวกัน เช่น บราซิล เคนย่า จาไมก้า บลูเม้าเท่น เป็นต้น
- คอฟฟี่ เบล็นด์ เป็นการใช้กาแฟผสมกัน เช่น พันธุ์อาราบิก้าผสมกับ โรบัสต้า หรือใช้พันธุ์อาราบิก้า 2 ชื่อขึ้นไปผสมกัน
2. การคั่วบด กาแฟ ที่มีรสชาดอ่อน และรสเข้มนั้น เกิดจากการคั่วบด และวิธีการบดหยาบหรือละเอียด ซึ่งก็เป็นตัวแปรอีกประการหนึ่งของรสชาดของกาแฟแตกต่างกัน กาแฟที่บดหยาบรสชาดจะอ่อนกว่ากาแฟที่บดละเอียด ก่อนบดกาแฟทุกครั้งขอให้แน่ใจว่าเป็นกาแฟชนิดไหน เพื่อให้ได้ขนาดของเกล็ดกาแฟที่เหมาะกับอุปกรณ์ โดยหลักของการบดกาแฟที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับ ระยะเวลาของน้ำชงผ่านกาแฟ เพราะฉะนั้นเวลาที่ใช้ในการชงกาแฟ ยิ่งเร็ว เกล็ดของกาแฟ จะยิ่งละเอียด หรือเวลาที่ใช้ในการชงกาแฟยิ่งช้า เกล็ดของกาแฟจะยิ่งหยาบลง
3. วิธีการชง วิธี การชงกาแฟจะมีหลายแบบด้วยกัน คือแบบกระดาษกรอง แบบใช้แรงดัน หรือแบบเครื่องชงอัตโนมัติ ซึ่งวิธีการชงก็จะมีผลที่ทำให้รสชาดของกาแฟออกมาไม่เหมือนกัน
4. ส่วนผสมพิเศษต่าง ๆ ชนิด ของส่วนผสมพิเศษ เช่น น้ำตาล ครีม ทำให้รสชาดของกาแฟแตกต่างกันออกไป จะเห็นว่าแต่ละร้านมีการเลือกส่วนผสมที่หลากหลาย เช่น คาปูชิโน บางแห่งก็ใช้นมสด บางแห่งให้นมถั่วเหลือง และไซรัปที่ใส่ในกาแฟ ช็อคโกแลต คาราเมล วานิลา น้ำผึ้ง เครื่องเทศ สุรา ไอศกรีม และวิปปิ้งครีมต่าง ๆ สามารถนำมาประยุกต์ทำเป็นสูตรของตัวเองที่ทำให้รสชาดที่แตกต่างไปจากร้านอื่นได้
5. การเก็บรักษา กาแฟ ที่สัมผัสกับอากาศนั้นจะทำให้กลิ่นหมดไปและมีผลต่อรสชาด ดังนั้นผู้ที่ขายกาแฟจะต้องให้ความสำคัญ ศึกษาวิธีการเก็บรักษา ควรเก็บกาแฟคั่วบดให้อยู่ในภาชนะที่ปิดสนิท ไม่ให้อากาศหรือความชื้นเข้าได้ วางให้ห่างจากอาหารที่มีกลิ่นแรง ห่างจากแสงแดด และเก็บในอุณหภูมิห้องปกติ ควรเลือกขนาดภาชนะให้เหมาะกับปริมาณกาแฟ เพื่อขจัดช่องว่างของอากาศให้น้อยที่สุด ควรซื้อกาแฟให้พอใช้ของแต่ละรอบ เพื่อให้ได้กาแฟที่ใหม่ สดเสมอ ควรล้างและเก็บรักษาอุปกรณ์การชงกาแฟ ให้สะอาดทั้งก่อนใช้และหลังใช้อยู่เสมอ

การจะทำให้กาแฟสดมีรสชาดดีต้องเริ่มตั้งแต่การคัดเลือกเมล็ดกาแฟที่ดีๆเป็นที่นิยมของคนทั่วไป
ขั้นตอนต่อไปก็คือการคั่ว
เมล็ด กาแฟ ซึ่งเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ซึ่งต้องอาศัยความชำนาญและประสบการณ์ รสชาดของกาแฟสดจะดีไม่ดีก็อยู่ที่จุดนี้ด้วยส่วนหนึ่ง การคั่วเมล็ดกาแฟมี 3 ระดับด้วยกันดังนี้
1. การคั่วกาแฟอ่อน จะใช้อุณหภูมิประมาณ 200-210 องศาเซลเซียส
2. กาแฟคั่วปานกลาง จะใช้อุณหภูมิประมาณ 210-220 องศาเซลเซียส
3. กาแฟคั่วเข้ม จะใช้อุณหภูมิประมาณ 220-240 องศาเซลเซียส
การใช้เวลาคั่วที่เหมาะสมก็มีส่วนทำให้กาแฟสดที่ออกมามีรสชาดดี
การ เก็บกาแฟสดที่ผ่านการคั่วแล้ว ควรเก็บให้มิดชิด เก็บในภาชนะที่ปิดสนิท ไม่ให้มีอากาศและความชื้นเข้าได้ ซึ่งจะมีส่วนทำให้กาแฟสดมีรสชาดดีเช่นกัน
การ ชงกาแฟสด ควรใช้ผงกาแฟที่ผ่านการคั่วและบดใหม่ๆในทุกๆครั้งไป ปริมาณผงกาแฟสดที่ชงต่อถ้วยประมาณ 8-10 กรัม ภาชนะที่ใช้ชงต้องสะอาดปราศจากกลิ่น ฝุ่น ผงใดๆ ห้ามนำกาแฟสดที่ผ่านการชงมาแล้วกลับมาชงใหม่เป็นเด็ดขาด สำหรับอุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับชงกาแฟสดให้มีรสชาดดีจะอยู่ที่ 94 องศาเซลเซียส

เวลาทำกาแฟร้อน อย่าลืมลวกแก้วเซรามิคให้ร้อนก่อน ไม่เช่นนั้นกาแฟจะสูญเสียความร้อนไปกับถ้วยที่เย็น โดยเฉพาะในห้องแอร์ ทำให้กาแฟเย็นเร็ว การสังเกตอุณหภูมิ ให้ดูที่ไฟสีเขียวที่ติดที่หน้าเครื่อง ไฟจะติดในขณะที่ต้มน้ำ เมื่อได้อุณหภูมิที่94-100 เทอร์โมสแตทก็จะตัด ไฟสีเขียวก็จะดับ แสดงสถานะพร้อมใช้ ให้ชงในขณะน้ำร้อนๆ จะได้รสชาดกาแฟดี
นี่คือแทคติคเล็กๆน้อยๆที่จะทำให้กาแฟสดของคุณมีรสชาดดี ถูกคอถูกใจนักดื่มอย่างไม่มีวันลืม เป็นเกร็ดความรู้เล็กน้อยที่นำมาฝากเจ้าของร้านกาแฟมืออาชีพที่ควรปฏิบัติ ให้เป็นรูปธรรม

เทคนิคการชงกาแฟให้อร่อย

@ ใช้กาแฟคั่วบดที่ใหม่สดเสมอ จะมีรสชาดดี

@ บดกาแฟให้ได้เกล็ดเหมาะกับอุปกรณ์กาแฟที่ใช้ (หยาบ ปานกลาง ละเอียด ผง)

@ ใช้ปริมาณกาแฟให้เพียงพอต่อการชง 1 ถ้วย ปกติกาแฟ 1 ถ้วย ใช้กาแฟคั่วบด 8-10 กรัม แต่ถ้าชงกาแฟ ในน้ำที่กระด้างมาก หรือชงกาแฟที่ใส่นมควรเพิ่มกาแฟคั่วบดให้มากขึ้นเล็กน้อย

@ ใช้น้ำสะอาด ปราศจาก ตะกอน สี กลิ่น รส

@ น้ำร้อนที่มีอุณหภูมิเหมาะสมในการชงกาแฟ คือ อุณหภูมิ 94 องศา เซลเซียส หรือน้ำร้อนหลังจากที่เดือดและปล่อยทิ้งไว้สักครู่ ไม่ควรใช้น้ำร้อนที่เดือดจัดชงกาแฟ เพราะจะทำให้ผงกาแฟไหม้ หรือถูกลวกอย่างแรง ทำให้น้ำกาแฟที่ได้จะมีรสขมเข้ม

@ กรณีที่อากาศเย็น ควรลวกถ้วยกาแฟให้ร้อนก่อนเทน้ำกาแฟลงไปในถ้วนกาแฟ

@ ดื่มกาแฟที่ชงเสร็จใหม่ ๆหรือที่กำลังร้อนๆอยู่ จะได้ความหอมกรุ่นและรสชาดดี

@ ไม่ควรนำผงกาแฟที่ใช้แล้วมาชงซ้ำอีก

กาแฟสดถ้าจะให้อร่อยและรสชาดดี หอมกรุ่นกลิ่นไอของกาแฟต้อมดื่มในขณะที่กาแฟในแก้วยังร้อนระอุอยู่ จะได้รสชาดของกาแฟที่นุ่มนวล

มารู้จักการ แต่งตัว แต่งหน้า แบบ เกาหลี ญี่ปุ่น กัน

แฟชั่น เกาหลี ญี่ปุ่น


แฟชั่น เกาหลี


แต่ก่อนนั้น เรื่องแฟชั่นเราต้องยกให้ชาวญี่ปุ่นเค้า ไม่ว่าจะแต่งหวานๆ แต่งแปลกๆ แต่งเท่ๆ เก๋ไก๋ แต่ทุกวันนี้เรารับกระแสเกาหลีเข้ามาตั้งแต่ แดจัง กึม ฟูลเฮ้าส์ ดงบังชินกิ วันเดอร์เกิล์ล ฯลฯ ดังนั้นหากพูดถึงเรื่องแฟชั่นแล้ว ปัจจุบันนี้คงจะหนีไม่พ้นแฟชั่นที่มาแรงแซงทางโค้ง นั่นก็คือ "แฟชั่นสไตล์เกาหลี" กระแสนิยมที่กำลังมาแรงในปัจจุบัน

แฟชั่นในยุคนี้ "เทรนด์เกาหลี" เริ่มเข้ามาในสังคมไทยเรามากสุด ๆ เมื่อพูดถึงคำ ๆ นี้คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักนะคะ กระแสที่มาแรงทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็น อุตสาหกรรมทางด้านการบันเทิง ดารา นักร้อง ซีรี่ส์ต่าง ๆ ในด้านของภาษาก็เป็นที่นิยมไม่น้อยหน้ากันเลยทีเดียว เดี๋ยวนี้มีจำนวนนิสิตนักศึกษาไม่ น้อยที่สนใจและเลือกเรียนภาษาเกาหลีมากขึ้น พวกเราเริ่มรู้จักวัฒนธรรมเกาหลีกันมากขึ้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นด้านอาหารการกิน การทักทาย
และแฟชั่นเสื้อผ้า เพราะว่าคนเกาหลีเน้นสวมเสื้อผ้าตามฤดูกาลแตกต่างกันไป แต่ละฤดูมีลักษณะการแต่งกายที่ไม่เหมือนกัน เช่น


แฟชั่น เกาหลี


+ ฤดูใบไม้ผลิ หรือที่ภาษาเกาหลีเรียกว่า "พม" ฤดูนี้เสื้อผ้าจะเน้นสีเสื้อผ้าที่ฉูดฉาด สดใส เสื้อผ้ามีหลากหลายสไตล์ด้วยกัน


แฟชั่น เกาหลี


+ ฤดูร้อน หรือที่ภาษาเกาหลีเรียกว่า "ยอรึม" ในฤดูนี้เสื้อผ้าจะเน้นสีสดใสเช่นกัน แต่โทนสีอ่อนลงมากกว่า ลักษณะเสื้อผ้าจะเป็นเสื้อกล้าม เสื้อสายเดี่ยว กางเกงขาสั้น กางเกงสามส่วน เป็นต้น


แฟชั่น เกาหลี


+ ฤดูใบไม้ร่วง หรือที่ภาษาเกาหลีเรียกกันว่า "คาอึล" ในฤดูนี้เสื้อผ้าจะเน้นเสื้อผ้าสีทึบๆ มืดๆ เช่น สีน้ำเงิน สีน้ำเงินเข้ม สีกรมท่า สีน้ำตาล


แฟชั่น เกาหลี


+ ฤดูหนาว หรือที่ภาษาเกาหลีเรียกกันว่า "คยออูล" ฤดูนี้เสื้อผ้าส่วนใหญ่เน้นสีดำเป็นหลัก เสื้อแขนยาวสีเข้ม เสื้อกันหนาวสีดำ เสื้อไหมพรมใส่คู่กับผ้าพันคอสีเข้มๆ


เสื้อสไตล์เกาหลี โดยส่วนใหญ่แล้วจะใส่เสื้อสองตัวซ้อนกัน เหตุเป็นเพราะว่าอากาศในประเทศเกาหลีค่อนข้างหนาวเย็น เพราะฉะนั้นจึงเน้นเสื้อตัว
ยาว ๆ โทนสีอาจตัดกันหรือเป็นโทนเดียวกัน ขึ้นอยู่กับความชอบ ส่วนกางเกง มักเป็นกางเกงประมาณเข่า มีผ้าผูกเอวประดับแทนเข็มขัด ในฤดูหนาวจะเป็นกางเกงขายาวแทน

สำหรับ ผู้หญิง ก็จะเป็นกระโปรง ส่วนใหญ่แล้วออกแนวหวาน ๆ น่ารัก ๆ หากเป็นกระโปรงสั้น นิยมใส่เล็กกิ้งไว้ด้านใน แต่ส่วนมากผู้หญิงเกาหลีนิยมใส่ชุดแซ็ก

+ รองเท้า ใส่รองเท้าส้นสูงเป็นหลัก หรือรองเท้าบู๊ต อาจจะเป็นเพราะสภาพอากาศ ลักษณะสีสันออกโทนสีพื้น ๆ
+ เครื่องประดับ ส่วนใหญ่ใช้เพชรคริสตัลเป็นส่วนประกอบ ลักษณะเหมือนทองคำขาว เงิน ไม่นิยมนำทองมาเป็นส่วนประกอบนะคะ
+ ทรงผม เน้นความเป็นธรรมชาติ นิยมดัดเป็นลอน ๆ คลื่น ๆ ทำผมให้ดูยุ่ง ๆ เป็นธรรมชาติ ทรงนี้สามารถทำได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย
+ เครื่องประดับผม ที่กำลังเป็นที่นิยมกันในตอนนี้ คือ "ที่คาดผมแบบทูอินวัน" (คาดหนึ่งอันแต่ดูเหมือนมีสองอัน) มีลักษณะแยกเป็นสองแฉกด้วยกัน มีสีสันสดใส มีลักษณะเป็นเพชร วับ ๆ หรือตามวัสดุที่ประดิษฐ์มา หรือเป็นกิ๊บติดผมแนวน่ารัก ๆ กุ๊กกิ๊ก



แต่งหน้า เกาหลี



รวมไปถึง "แฟชั่นการแต่งหน้าแบบเกาหลี" ที่เป็นกระแสมาแรงสุด ๆ ในตอนนี้ การแต่งหน้าแบบเกาหลีจะเน้นแบบธรรมชาติเป็นหลัก การแต่ง
หน้าแบบนี้คนไทยเราก็กำลังฮิตกันมาก ๆ ลักษณะการแต่งหน้าแบบนี้ นอกจากจะดูสวยอย่างธรรมชาติแล้ว ยังให้ความรู้สึกที่สดใสอีกด้วย


แต่งหน้า เกาหลี

1. คนเกาหลีเวลาแต่งหน้าจะเน้นที่ "ดวงตา" เป็นหลัก อาจเป็นเพราะว่าคนเกาหลีมีจุดอ่อนที่ตา หมายถึง ตาตี่ และมีชั้นเดียว สามารถลังเกตได้
จากการที่คนเกาหลีทำศัลยกรรม ส่วนใหญ่แล้วคนเกาหลีเน้นทำตาสองชั้นเป็นหลัก แต่สำหรับคนที่ไม่ทำศัลยกรรมจะมีการแต่งดวงตาให้ดูคมชัดขึ้น และเป็นธรรมชาติ โดยเลือกสีอายแชโดว์ให้เข้ากับสีผิว หรือสีขนตา และควรใช้ประมาณ 3 สี โดยทาไล่ตามเฉดโทนอ่อนที่สุดไปจนถึงเข้มที่สุด และ ลงสีที่หนึ่งที่เป็นโทนสีอ่อนสุดบริเวณเปลือกตา ทาสีที่สองลงตรงบริเวณจุดกึ่งกลางของตา และเกลี่ยขึ้นข้างบน แล้วไล่สีที่สามจากหางตามาถึงบริเวณกึ่งกลางตาแล้วเกลี่ยขึ้น ลงสีที่เข้มที่สุดตามแนวชิดขอบตาอีกครั้ง และเกลี่ยให้เรียบเนียน

2. ถ้าอยากให้ดวงตาดูสวยคมชัดยิ่งขึ้น อย่าลืมเขียนขอบตาด้วย แต่ควรเป็นชนิดเค้กอายไลเนอร์ เพราะดูซอฟต์เป็นธรรมชาติมากกว่า และไม่ควร
เขียนแบบตวัดปลายขึ้น เขียนสีดำเฉพาะขอบตาบนเท่านั้น ซึ่งจะลากให้เป็นเส้นเล็กที่สุดโดยแทรกเข้าไประหว่างขนตา ค่อย ๆ แทรกซึมเข้าไปจากหัวตาจนถึงหางตาเท่า ๆ กัน และใช้แปรงเกลี่ยเพื่อไม่ให้เห็นเป็นเส้นขอบวาด






3. ส่วนขอบตาล่าง ให้ใช้สีขาวเขียนที่ขอบตา โดยเขียนที่ขอบตาด้านใน อีกเทคนิคที่ทำให้ดวงตาดูมีเสน่ห์น่าค้นหามากยิ่งนั่นคือใส่ขนตาปลอม
ซึ่งนิยมแซมขนตาแบบที่เป็นช่อ เพราะดูเป็นธรรมชาติมากกว่าเป็นแผง การดัดขนตาให้งอนเริ่มจากโคนไล่ขึ้นไปที่ปลายและปัดมาสคาร่าทั้งขนตาจริงขนตาปลอมพร้อมกัน วิธีนี้ทำให้ขนตาจริงกับขนตาปลอมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกัน ดูเป็นธรรมชาติ

ส่วนการแต่งตัวแบบชาวญี่ปุ่น ก็ยังไม่ได้หายไปไหน แต่บางคนอาจไม่รู้ว่า ที่เค้าแต่งๆ กันนั้น เรียกว่ายังไง วันนี้เย็นตาโฟรวบรวมมาให้อ่านกันค่ะ


แฟชั่น ญี่ปุ่น


แฟชั่น ญี่ปุ่น


แฟชั่น วัยรุ่นสไตล์ญี่ปุ่นตอนนี้ที่มาแรงสุดๆ ก็คงจะเป็น เสื้อผ้า ประเภท Gothic & Lolita และ Punk เรามาเริ่มรู้จักกันเลยดีกว่าว่าแต่ละสไตล์เป็น
อย่างไร...



แฟชั่น ญี่ปุ่น
Gothic (โกธิค)
แฟชั่น แนวนี้ส่วนมากจะเน้นไปในเรื่องของโทนสีที่ดูครึมๆ ลึกลับๆ ซึ่งเป็นแฟชั่นแบบ “Dark Style” มักจะเป็นสีดำซะส่วนใหญ่ แต่ก็อาจจะมี
ส่วนประกอบเป็นสีขาว หรือสีแดง ตามแต่สไตล์ของแต่ละคน

ที่ มาของแฟชั่นแนวนี้มาจากทางยุโรปเหนือและแถบอังกฤษค่ะ ซึ่งต้นกำเนิดอยู่ที่ชาวพื้นเมือง เรียกว่า “ชาวโกธิค” ซึ่งเราจะเห็นแฟชั่นสไตล์นี้ในหนัง ผี เช่น พวกท่านเคาน์, แวมไพร์ หรือพวกแม่มดในเทพนิยายที่ดูเรียบแต่หรูนั่นเอง หรือถ้าใครเคยอ่านหนังสือการ์ตูนเรื่อง “หนุ่มหล่อเฟี้ยว แปลงโฉมสาว” (Yamatonadeshiko) ก็จะเห็นการแต่งการสไตล์ Gothic ในเรื่องด้วยนะคะ




แฟชั่น ญี่ปุ่น
Lolita หรือ Lolita Baby (โลลิต้า)
ส่วนมากแฟชั่นแนวนี้จะเป็นที่นิยมในกลุ่มวัยรุ่นสาวๆ มากกว่า เพราะจะออกแนวหวานแหว๋วเหมือนตุ๊กตาน่ารักนะคะ เสื้อผ้าในแนวนี้จะเน้นไป
ทาง ลูกไม้ ระบาย และสีผ้าที่ดูหวานๆ เช่น สีชมพู สีขาว ซะส่วนใหญ่แฟชั่นแบบ Lolita คือการนำเอาแบบชุดของตุ๊กตาของเด็กผู้หญิงและชุดของเชื้อพระวงศ์ (พวกเจ้าหญิงน่ะคะ)นำมาประยุกต์ใช้กันให้เหมือนเจ้าหญิงน้อยๆในเทพนิยาย แฟชั่นแนวนี้เป็นที่นิยมมากในผู้ดีสมัยก่อนในแถบยุโรป เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส และได้แพร่หลายไปในอีกหลายประเทศโดยเฉพาะญี่ปุ่น

Neo Lolita (นีโอโลลิต้า)
Neo Lolita (นีโอโลลิต้า) Neo Lolita เป็นการนำสไตล์ Lolita มาประยุกต์ให้เป็นแบบที่ทันสมัย แต่ยังคงความคลาสสิกเอาไว้ เป็นแฟชั่นที่ได้รับความนิยมมากในญี่ปุ่นโดยเฉพาะสาวๆ เพราะโทนสีจะหวานๆ นอกจากนั้นยังใช้ผ้าลายสก็อตมาตกแต่งอีกด้วย

Gothic & Lolita
Gothic & Lolita แฟชั่นสไตล์ Gothic & Lolita คือ การนำเอาแฟชั่นแนว Gothic และ Lolita มารวมกัน โดยนำเอาความลึกลับของแนว Gothic และ ความหวานที่เป็นเอกลักษณ์ของแนว Lolita มาผสมผสานกันทำให้เกิดเป็นแนวใหม่ คือ Gothic & Lolita ที่เห็นเด่นชัดที่สุดคงจะเป็นเสื้อผ้าของ Mana วง Malice Mizer




แฟชั่น ญี่ปุ่น
Punk
Punk หรือ UK.Punk (พังค์) แฟชั่นสไตล์ Punk เริ่มตั้งแต่ยุคปลายของปี’60 และถิ่นกำเนิดของแฟชั่นแนวนี้คือประเทศอังกฤษ สมัยนั้นจะเริ่มใน กลุ่มเล็กในยุคที่มีการปฏิวัติและเหตุจลาจลกลางเมือง ซึ่งแนวนี้จะออกแนวรุนแรง เช่น มีการเจาะตามร่างกาย การเพ้นท์หรือสัก แฟชั่นแนวนี้จะเน้นโทนสีดำเป็นหลัก นิยมทั้งผู้หญิงและผู้ชาย นิยมแต่งหน้าและเขียนตากับปากด้วยสีดำ โดยจะมีส่วนประกอบของผ้าที่เป็นตาข่าย และเศษผ้าลุ่ยๆ ส่วนเครื่องประดับส่วนใหญ่จะเป็นเข็มขัด โซ่และหมุดเหล็ก โดยจะเห็นได้จาก วงร็อกของอเมริกานั่นเอง

Punk หรือ UK.Punk (พังค์)
JAP’Punk (เจแปนพังค์) เป็นพังค์ที่ประยุกต์ให้เข้ากับสไตล์ของญี่ปุ่น ต้นแบบมาจาก UK.Punk และการ์ตูนเรื่อง NANA ของ Ai Yazawa พังค์ในแบบญี่ปุ่นบางทีก็จะอาศัยประยุกต์ระหว่างผ้าลายญี่ปุ่นมาบวกกับการออกแบบในแนวพังค์





เด็กแนวสไตล์ญี่ปุ่น

แฟชั่น ญี่ปุ่น
แฟชั่น Gal
พูดถึงแฟชั่นญี่ปุ่นยุคแรกๆ เลย ใครๆ ก็ต้องนึกถึงสาวน้อยหน้าใส ใส่ถึงเท้ายาวๆ ย่นๆ ที่เรียกว่า
Loose Socks .. ถือว่าเป็นแฟชั่นของเด็กวัยรุ่นยุคดั้งเดิมเลยทีเดียว (ราวๆ ก่อนปี 1998) ซึ่งตอนนี้ก็ยังมีแต่งกันอยู่ แฟชั่นแบบนี้ เราเรียกว่า Gal

โดยมีกฎง่ายๆ เพียงแค่
1. มีความมั่นใจในความน่ารักของตัวเอง
2. แต่งตัวออกใสๆ น่ารักไว้ก่อน
3. พูดด้วยน้ำเสียงสูงหวาน
4. นุ่งมินิสเกิร์ต (แม้จะเป็นชุดนักเรียน) พร้อม Loose Sock เรียกได้ว่า ขายความใสล้วนๆ เลยก็ว่าได้



แฟชั่น ญี่ปุ่น




แฟชั่น Gankuro
สาวๆ จะนิยมทาหน้าทาตัวให้ดำ และย้อมผมสีทอง ใส่ไมโครสเกิร์ตและรองเท้าบูต ซึ่งเราจะเรียกว่า แฟชั่น Gankuro-หน้าดำ ซึ่งนับว่า เป็น
แฟชั่นที่หลุดโลกมากทีเดียว








แฟชั่น ญี่ปุ่น
แฟชั่น Manba
สไตล์ Manba นั้น ดูเผินๆ จะคล้ายกับกังคุโระมากทีเดียว เพราะจะทาผิวและหน้าสีดำเหมือนกัน แต่จะต่างกันตรงที่ Manba นั้นมักย้อมผมสีขาว
(หรือไม่ย้อมผม) แต่งขอบตา ขอบปากให้เป็นสีขาวมากๆ และจะไม่แต่งตัวเน้นความเท่ แต่จะเน้นความน่ารักแทน นิยามสีชมพู และมักมี Accessory น่ารักติดตัวเสมอ มักพูดลงท้ายด้วยคำว่า nyan (คล้ายเสียงแมวร้อง) ซึ่งถ้าเป็นกลุ่มผู้ชาย เราจะเรียกว่า Center Guy ซึ่งจะเน้นความน่ารักไม่แพ้กัน





แต่งหน้า ญี่ปุ่น


5 กฎเหล็ก Japanese Make Up Style
1. ผิวหน้าจะต้อง เนียน กระจ่างใส ไร้ริ้วรอย
2. ปัดแก้มด้วยสีชมพูเรื่อ หรือ สีพีช
3. ตาจะต้องดูกลมโ ต ขอบตาชัด มีประกายวิ้ง วิ้ง ขนตายาว หนา และงอน
4. คิ้วโก่งเป็นเอกลักษณ์ สีคิ้วเดียวกับสีผม
5. ปากอวบอิ่ม สีนู้ดบางใส และเคลือบกลอสเป็นเงา
10 อันดับ โรงแรมแปลกทั่วโลก


ถ้าคุณกำลังเจอปัญหากับบริการเดิมๆ การตกแต่งหรือตึกหน้าตาเดิมๆเวลาไปพักผ่อนตามโรงแรมต่างๆ โรงแรม 10 อันดับ ต่อไปนี้คือที่ๆเราขอแนะนำแบบสุดๆสำหรับนักท่องเที่ยวแบบคุณ แต่ละที่จะมีการตกแต่งที่ไม่เหมือนใคร คุณจะได้รับประสบการณ์ที่แปลกใหม่แน่นอน นี่คือ 10 อันดับ สุดยอดโรงแรมแปลกทั่วโลก ชอบโรงแรมไหนเลือกได้เลย



1. The Giraffe Manor

โรงแรม Giraffe Manor คือโรงแรมสุดหรูและพิเศษสุด ตั้งอยู่นอกเมืองไนโรบิ เมืองหลวงของประเทศเคนย่า จุดเด่นของที่นี่ก็คือ มันตั้งอยู่กลางฝูงยีราฟนั่นเอง คุณสามารถดื่มด่ำกับการทานอาหารพร้อมกับหลบคอที่ยืดยาวของยีราฟที่ยื่นเข้า มา และจากเว็บไซต์ของโรงแรม ที่นี่คงเป็นที่เดียวในโลกที่คุณสามารถให้อาหารและถ่ายรูปยีราฟได้จากโต๊ะ อาหารเช้าและหน้าห้องพักของคุณ





2. The Daspark hotel

ที่นี่อาจจะดูไม่สะดวกสบายนัก แต่โรงแรม Daspark คือการปฏิวัติรูปแบบที่พักใหม่ที่ผู้คนมากมายเริ่มชื่นชอบ โรงแรมนี้มีอยู่ที่เมือง Ottensheim ประเทศ Austria ห้องพักของที่นี่สร้างจากท่อระบายน้ำขนาด 10 ตัน และมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 6.5 ฟุต ให้คุณได้พักผ่อน





3. The Harbour Crane

โรงแรมนี้ตั้งอยู่ที่เมือง Harlingen ห่างจากเมือง Amsterdam เพียง 1 ชั่วโมง โดยห้องพักของคุณจะลอยอยู่เหนือพื้นสูงขึ้นไปบนห้องควบคุมเครนขนาดยักษ์ และคุณยังสามารถควบคุมเครนนี้ได้ทุกอย่างจากภายในห้องพักของคุณ





4. Dog Bark Park

โรงแรมที่เป็นที่ชื่นชอบของคนที่รักสุนัขแห่งนี้ ตั้งอยู่ที่เมือง Cottonwood รัฐ Idaho ด้วยรูปร่างของโรงแรมที่ถอดแบบมาจากเจ้าสุนัขพันธุ์บีเกิ้ล แขกที่มาพัก สามารถเข้าไปในตัวเจ้าบีเกิ้ลนี้จากทางเข้าที่อยู่ตรงระเบียงชั้น 2 การตกแต่งภายในนั้นออกแบบมาให้ลงตัวกับรูปแบบของโรงแรมนี้โดยเฉพาะ





5. Hotel Everland

ที่นี่น่าจะเป็นที่สุดหรูเพียงแห่งเดียวที่คุณคิดถึง เพราะโรงแรมนี้มีเพียงห้องเดียว ตั้งอยู่บนชั้นบนสุดของพิพิธภัณฑ์ Palais de Tokyo โดยในโรงแรมจะมีทั้งห้องน้ำ เตียงขนาดคิงไซส์และเล้าจ์ พร้อมวิวสุดสวยของเมืองปารีส Seine และหอไอเฟลที่ประดับไฟสวยงามยามค่ำคืน คุณสามารถจองที่พักที่นี่ผ่านทางเวบไซต์ โดยจะสุ่มเวลาเปิดให้จองเพียงวันละ 1 ชั่วโมงเท่านั้น!






6. Marmara Antalya

ด้วยการผสมผสานระหว่างตุรกีและยุโรป โรงแรมนี้ตั้งอยู่ที่เมือง Antalya ตุรกี โรงแรมนี้ขึ้นชื่อเรื่องวิวที่สวยงาม การดีไซน์ที่ลงตัว และการบริการที่อบอุ่น จุดเด่นเหนืออื่นใดของโรงแรมนี้ก็คือ ทุกๆห้องพักจะหมุนไปเรื่อยๆแบบช้าๆ เพื่อให้สามารถซึบซับกับวิวสวยงามได้แบบ 360 องศา






7. Cappadocia Hotel

สำหรับโรงแรมนี้ก็ยังคงอยู่ที่ตรุกีเช่นกัน โรงแรมนี้สร้างโดยการขุดเข้าไปบนหน้าผาของภูเขา Yunak Evleri ห้องพักแต่ละห้องออกแบบมาเป็นถ้ำเหมือนในการ์ตูนฟลิ้นสโตน โรงแรมนี้สร้างเสร็จพร้อมกับห้องพักจำนวน 30 ห้องที่พาคุณกลับไปสัมผัสบรรยากาศสมัยยุค 1400 - 1500 ปีก่อน






8. Hobbit Motel

โรงแรม Hobbit นี้ตั้งอยู่ที่ Woodlyn Park นิวซีแลนด์ โดยเหมือนกับบ้านที่เหล่า Hobbit จากเรื่อง Lord of The Rings อยู่ คุณสามารถดื่มด่ำกับบรรยากาศอันสงบสุขของเหล่าฮอบบิทในนิยายยอดฮิตของ J.R.R. Tolkien ได้ที่นี่






9. Out ‘n’ About Treesort & Treehouse Institute

เพียงแค่ออกจากเมือง Cave Junction, Oregon มานิดเดียว โรงแรมนี้เสนอบ้านพักสุดหรูที่คุณฝันไว้ในวัยเด็กเพียง 18 หลัง แต่ละหลังมีทั้งห้องน้ำและตู้เย็น บางหลังสูงจากพื้นดินถึง 300 ฟุต ไม่มีอะไรดีไปกว่าการพักผ่อนสบายในวันหยุดบนบ้านต้นไม้อีกแล้ว






10. Wagon Stays.

อีกหนึ่งที่พักที่น่าสนใจในนิวซีแลนด์อยู่ที่เมือง Christchurch แค่ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า คุณสามารถพักอยู่บนรถม้าที่มีพร้อมทั้งห้องน้ำ ห้องครัว และทีวีดาวเทียม โรงแรมนี้ให้บรรยากาศที่พักบนรถม้าที่ผสมกับความทันสมัยอย่างลงตัว เพื่อความสุขของแขกที่มาพักทุกคน

วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ทำดีโดยไม่หวังผลตอบแทน

การทำสิ่งใดโดยไม่หวังผลตอบแทนนั้น บางครั้งกลับได้รับคืนมาอย่างไม่น้อยไปกว่ากัน แม้ว่าจะไม่ได้ตั้งใจว่าจะได้อะไรกลับคืนมาก็ตาม เพราะสิ่งหนึ่งที่นับเป็นความจริงในโลกนี้คือ คำที่ว่า “ทำอย่างไรก็จะได้อย่างนั้นกลับคืนมา” อย่างเช่นเรื่องเล่าของสิ่งที่เกิดขึ้นจริงเมื่อนานมาแล้วเรื่องนี้ ชื่อของเขาคือ เฟลมมิง เป็นชาวนาชาวสกอตแลนด์ผู้ยากจน วันหนึ่งระหว่างที่เขากำลังทำงานอยู่ในไร่ เฟลมมิ่งก็ได้ยินเสียงร้องให้ช่วยดังมาจากบึงโคลนที่อยู่ไม่ไกลแถวนั้น โดยไม่ต้องคิด เขาวางมือจากงานที่ทำอยู่ แล้ววิ่งตรงไปที่บึงอย่างรวดเร็ว แล้วเมื่อเข้าใกล้เขาก็เห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังถูกโคลนดูดอยู่กลางบึง ยิ่งเขาพยายามดิ้นรนช่วยเหลือตัวเองมากเท่าใด เด็กหนุ่มก็ยิ่งจมลงไปในโคลนมากขึ้นเท่านั้น ตอนนี้โคลนอยู่สูงถึงหน้าอกของเขาแล้ว เด็กหนุ่มจึงร้องอย่างกลัวความตาย เมื่อเห็นอย่างนั้น เฟลมมิงก็วิ่งลุยโคลนลงไปโดยไม่คิดถึงความปลอดภัยของตัวเอง เขาต้องช่วยเด็กหนุ่มออกมาให้ได้ โชคดีเป็นของเด็กหนุ่มที่เฟลมมิงอยู่ตรงนั้น ทำให้เขารอดพ้นจากความตาย ในวันต่อมา มีรถม้าอันหรูหราสวยงามมาจอดตรงหน้าบ้านอันยากแค้นของเฟลมมิง แล้วขุนนางผู้สูงศักดิ์ในเครื่องแต่งกายงดงามก็ก้าวลงจากรถม้า เขาแนะนำตัวเองว่าเป็นบิดาของเด็กหนุ่มที่เฟลมมิงช่วยไว้เมื่อวานนี้ “ข้าต้องการจะตอบแทนเจ้า” ชายสูงศักดิ์กล่าว “ที่ได้ช่วยชีวิตลูกชายของข้าไว้” “ข้ารับค่าตอบแทนจากสิ่งที่ข้าทำลงไปไม่ได้หรอก” เฟลมมิงตอบกลับ และในเวลาเดียวกันนั้น ลูกชายของเขาก็เดินออกมาจากตัวบ้าน “นั่นคือลูกชายของท่านใช่หรือไม่ ?” ชายสูงศักดิ์ถาม “ใช่” “ถ้าเช่นนั้นข้ามีเรื่องจะตกลงกับเจ้า ข้าอยากช่วยลูกชายของเจ้าให้ได้เรียนหนังสือ มากเท่าที่ลูกชายของเจ้าพอใจจะได้หรือไม่ เพราะถ้าหากว่าลูกชายของเจ้าเป็นเหมือนพ่อของเขาแล้ว เขาจะเติบโตขึ้นเป็นคนที่พวกเราจะต้องภาคภูมิใจอย่างไม่ต้องสงสัย” เฟลมมิงตอบตกลงรับข้อเสนอนั้น ต่อมาลูกชายของเฟลมมิงจึงได้เข้าเรียนในโรงเรียนที่ดีที่สุด หลังจากที่เขาเรียนจบจากโรงเรียนแพทย์ ของโรงพยาบาลเซนต์แมรีส์ในลอนดอน ชายหนุ่มคนนี้ก็กลายมาเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในชื่อของ เซอร์อเล็กซานเดอร์ เฟลมมิง ผู้ค้นพบยาเพนนิสซิลินนั่นเอง ภายหลัง ลูกชายของชายสูงศักดิ์ที่เฟลมมิงได้ช่วยไว้จากโคลนดูด ก็ล้มป่วยด้วยโรคปอด แล้วอะไรล่ะที่ช่วยชีวิตเขาไว้ได้อีกครั้ง ? แน่นอน นั่นก็คือยาเพนนิสซิลิน ชื่อของชายสูงศักดิ์คนนั้นคือ ลอร์ด แรนดอลฟ์ เชอร์ชิลล์ และลูกชายของเขามีชื่อว่า เซอร์วินสตัน เชอร์ชิลล์ ที่กลายมาเป็นนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร และเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ด้วยเรื่องนี้ทำให้เราเชื่อว่า “ทำอย่างไรก็จะได้อย่างนั้นกลับคืนมา” เป็นเรื่องจริง
ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ คอลัมน์ "กำลังใจ...ไดอะรี่"

มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก

มะเร็งสืบพันธุ์สตรีอีกชนิดหนึ่ง ที่คุณผู้หญิงทุกคนควรระวังไว้ นั่นก็คือ “มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก” มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก เป็นมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์ในสตรีที่พบได้เป็นอันดับ 3 เป็นมะเร็งที่มีโอกาสรักษาหายขาดสูงมาก เนื่องจากผู้ป่วยมักมีอาการเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด ซึ่งแพทย์ส่วนมากแล้วจะแนะนำให้ผู้ป่วยมาพบเมื่อรู้สึกว่ามีอาการผิดปกติ ทำให้การตรวจพบโรคในระยะแรกเริ่ม นำพาไปสู่การรักษาที่ดีได้มาก สาเหตุของโรค ในปัจจุบันทางการแพทย์แบ่งกลุ่มของผู้ป่วยโรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกเป็น 2 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มที่เป็นโรคมะเร็งเนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจน มักพบในสตรีที่มีอายุน้อย ในผู้หญิงที่มีภาวะฮอร์โมนเอสโตรเจนเกินเป็นระยะเวลานาน ส่งผลให้เยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัวผิดปกติและกลายเป็นมะเร็งในที่สุด2.กลุ่มที่ไม่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมน ซึ่งไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่คาดว่ามีความเกี่ยวข้องในเรื่องพันธุกรรมเป็นส่วนใหญ่ ที่มักพบในผู้ป่วยสูงอายุและเป็นชนิดที่มีความรุนแรงของโรคสูง โดยทั่วไปแล้ว สตรีจะมีรอบเดือนตามฮอร์โมนในร่างกาย คือ ฮอร์โมนเอสโตรเจน และฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกเติบโตขึ้นและหลุดลอกออกมาเป็นประจำเดือน แต่หากมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน โดยผู้ป่วยมีภาวะหรือได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่สูงขึ้นผิดปกติต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกหลุดลอกออกมาไม่หมด และค้างอยู่ในโพรงมดลูกจนเกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกที่เรียกว่า ภาวะเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัวผิดปกติ ซึ่งหากผู้ป่วยอยู่ในภาวะนี้นาน ๆ โดยไม่ได้รักษาก็จะกลายเป็นโรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกในที่สุด ดังนั้น ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคนี้มีอะไรบ้าง เริ่มที่สตรีที่ไม่มีบุตรหรือมีบุตรยาก, สตรีที่มีประจำเดือนตั้งแต่อายุน้อยและหมดประจำเดือนช้า, สตรีที่มีรูปร่างท้วมหรืออ้วน, มีประวัติญาติพี่น้องสายตรงเป็นโรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก, ได้รับฮอร์โมนเอสโตร เจนในขนาดที่สูงเป็นเวลานาน, สตรีสูงอายุ และ สตรีที่มีประวัติเป็นโรคเบาหวานหรือความดันโลหิตสูง คุณผู้หญิงที่มีปัจจัยดังกล่าวนี้ ควรหมั่นตรวจตรารอบเดือนของตัวเองว่ามีความผิดปกติใด ๆ หรือไม่ หากมีแล้ว ก็ให้สำรวจอาการว่า ตรงกับข้อมูลดังต่อไปนี้หรือไม่ สำหรับอาการของโรค ผู้ป่วยมักจะมาพบแพทย์ด้วยอาการเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดที่ไม่ใช่ประจำเดือน โดยเลือดออกกะปริดกะปรอยหรือออกมาปริมาณมากติดต่อกันหลายวันจนทำให้ผู้ป่วยมีภาวะซีดและอ่อนเพลียเกิดขึ้นเนื่องจากเสียเลือด อาการปวดท้องน้อย หากมีการดำเนินของโรคต่อไป ก็จะมีการกระจายไปยังอวัยวะต่าง ๆ เช่น รังไข่ ต่อมน้ำเหลือง รวมไปถึงปอด ซึ่งคุณผู้หญิงไม่ควรมองข้าม หากมีอาการเพียงเล็กน้อยก็ให้รีบไปพบแพทย์ทันที การวินิจฉัยโรค แพทย์จะทำการตรวจร่างกายและตรวจภายใน ร่วมกับทำการขูดมดลูกผู้ป่วยเพื่อหาเซลล์มะเร็งของเยื่อบุโพรงมดลูกทางพยาธิวิทยาในส่วนของการรักษาโรค แพทย์จะทำการผ่าตัดเปิดหน้าท้อง ตรวจอวัยวะภายในช่องท้อง ตัดมดลูกและรังไข่ ตรวจต่อมน้ำเหลืองบริเวณอุ้งเชิงกราน และต่อมน้ำเหลืองบริเวณเส้นเลือดใหญ่เอออร์ต้า (Aorta) ตรวจน้ำในช่องท้องหาเซลล์มะเร็ง แล้วประเมินโรคว่าผู้ป่วยอยู่ในระยะใดของโรค หากเป็นมะเร็งระยะแรก ๆ การรักษาโดยการผ่าตัดก็เพียงพอ หากเป็นมะเร็งระยะที่มากขึ้นผู้ป่วยอาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยการฉายแสงหรือให้ยาเคมีบำบัดขึ้นอยู่กับระยะ ของโรค ด้านการป้องกันโรค ดังที่กล่าวมาแล้วว่า โรคนี้มีความสัมพันธ์กับฮอร์โมนเอสโตรเจน เป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นการป้องกันโรคจึงสามารถทำได้ดังนี้ 1.หลีกเลี่ยงการได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจนหากไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ หากจำเป็นต้องรับฮอร์โมน เอสโตรเจนควรได้รับฮอร์โมนโปรเจส เตอโรนควบคู่กันไปด้วย เพื่อป้องกันภาวะเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัวผิดปกติ ซึ่งเป็นภาวะแรกเริ่มของการเกิดโรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก2.สตรีที่มีลักษณะของประจำเดือนผิดปกติ เช่น มาไม่สม่ำเสมอ มาขาด ๆ หาย ๆ มีประจำเดือนปริมาณมากในแต่ละครั้ง ร่วมกับมีลักษณะของการมีภาวะฮอร์โมนเอสโตรเจนสูง เช่น หน้ามัน ขนดก เป็นสิวมาก ควรปรึกษาแพทย์เพื่อให้การรักษาแต่เนิ่น ๆ3.สตรีที่มีภาวะปัจจัยเสี่ยงดังที่กล่าวมาแล้ว ควรไปรับคำปรึกษาจากแพทย์และตรวจภายใน เพื่อเป็นแนวทางในการดูแลตนเองในการป้องกันโรค4.หลีกเลี่ยงการรับประทานยาต่าง ๆ โดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะยากลุ่มสเตียรอยด์ ยาเม็ดลูกกลอน ยาสมุนไพรต่าง ๆ ที่ไม่ได้มาตรฐานจากกระทรวงสาธารณสุข เพราะอาจทำให้เกิดความผิดปกติของเยื่อบุโพรงมดลูกและกลายเป็น มะเร็งได้.

เตือนภัยจาก"ยาทาเล็บ"

ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่งก็จริง แต่ก็ควรตระหนักถึงอันตรายของเครื่องสำอางด้วยอย่างเช่น "ยาทาเล็บ" เป็นต้น ฐิตินันท์ ศรีสถิต แห่งคอลัมน์ "โลกสรรพสินค้า" นิตยสาร "สารคดี" ฉบับล่าสุด มีคำเตือนฝากหญิงสาว* สัญญาณเบื้องต้นที่บ่งบอกความเป็นอันตรายของยาทาเล็บคือกลิ่นเหม็นรุนแรงที่โชยออกมาเมื่อเปิดฝา อันเกิดจากการผสมกันของแอลกอฮอล์ โซลเวนต์หรือสารอินทรีย์ระเหยที่ใช้เป็นตัวทำละลายซึ่งช่วยให้ยาทาเล็บแห้งเร็ว และเรซิ่นที่ทำให้สีของยาทาเล็บติดทนทาน ไม่ลอกล่อนโดยง่าย* มีสารพิษ 3 ชนิดปะปนอยู่ในยาทาเล็บทั่วไป คือ ไดบิวทิล พทาเลต สารประกอบไทลูอิน และฟอร์มาลดีไฮด์* ไดบิวทิล พทาเลต เป็นปัจจัยเพิ่มอัตราการเป็นหมันในหญิงและชาย ในระยะยาวจะส่งผลต่อไตและตับ* ไทลูอิน ไม่เพียงรบกวนการเจริญเติบโตและระบบสืบพันธุ์ แต่ยังสร้างความระคายเคืองผิวหนังและส่งผลต่อระบบประสาท ทำให้เหนื่อย สับสน และสูญเสียความทรงจำ หากสูดดมมากๆ จะมีอาการหน้ามืด ตาลาย ปวดศีรษะ * ฟอร์มาลดีไฮด์ หากสัมผัสกับผิวหนังจะปรากฏเป็นผื่นแพ้และคัน หากสูดดมเข้าไปในระยะสั้นจะสร้างความระคายเคืองในลำคอและไอ ในระยะยาวทำให้เป็นมะเร็งในระบบทางเดินหายใจ* สีในยาทาเล็บส่วนใหญ่เป็นสีสังเคราะห์ ส่วนยาทาเล็บที่ผลิตด้วยสีธรรมชาติก็จำเป็นต้องเติมแร่ไมกาเพื่อเพิ่มประกายแวววาว สิ่งที่คุณอาจไม่รู้ก็คือ การทำเหมืองไมกามีการใช้แรงงานเด็กและผู้หญิง* นอกจากยาทาเล็บแล้ว น้ำยาล้างเล็บก็อันตรายไม่เบา ยิ่งทาเล็บติดทนนานเพียงใด ยิ่งต้องใช้น้ำยาที่ผสมด้วยตัวทำละลายเข้มข้นสูง จึงมีฤทธิ์มากพอจะล้างสีออกจากเล็บได้ง่ายดาย* น้ำยาล้างเล็บส่วนใหญ่มีส่วนผสมสารเคมี 2 ชนิด คือ อะซิโตน และเอทิลอะซิเตต ซึ่งต่างก็สร้างความระคายเคืองแก่ดวงตาและระบบทางเดินหายใจ ไม่เพียงเท่านั้นยังทำให้ผิวหนังแห้งและลดทอนความแข็งแรงของเล็บอีกด้วย

ทำไมผมเราจึงร่วง

ผม บนศีรษะของคนเราถือเป็น " มงกุฎแห่งความงดงาม " ของมนุษยชาติ สังคมให้ความสำคัญอย่างมาก ต่อผมและทรงผม หลายๆ สภาวะทำให้ผมร่วงได้ เช่น โรคภัยไข้เจ็บ และการดูแลผมที่ไม่ถูกต้อง เมื่อไรที่ผมร่วงเป็นจำนวนมากๆ หรือหวีผม และแปรงผมแล้วผมร่วงมาก ควรจะพบแพทย์ผิวหนัง เพื่อการวินิจฉัย และรักษาผมที่ถูกต้องแพทย์ผิวหนังเป็นแพทย์เฉพาะทาง ที่ชำนาญในการรักษาโรคของผมและผิวหนัง จะซักประวัติคนไข้ เกี่ยวกับอาการและยา รวมทั้งวิตามินและอาหารเสริม ใน 6 เดือนหลัง ก่อนพบแพทย์ ประวัติผมร่วงในครอบครัว ความเจ็บป่วย และสุขนิสัยในการดูแลผม ในผู้หญิงต้องคิดถึงผลจากฮอร์โมน โดยซักประวัติ ประจำเดือน ภาวะตั้งครรภ์ และภาวะหมดประจำเดือน หลังจากตรวจดูหนังศีรษะ และเส้นผมแล้ว อาจตรวจดูเส้นผมด้วยกล้องจุลทรรศน์ บางครั้ง อาจต้องตัดชิ้นเนื้อหนังศีรษะ และเจาะเลือด เพื่อหาสาเหตุของผมร่วง
1.การเติบโตของผมตามปกติ90% ของผมบนหนังศีรษะ เป็นผมที่กำลังเจริญเติบโต แต่ละเส้นมีอายุระหว่าง 2-6 ปี อีก 10% ของผม อยู่ในระยะพัก ซึ่งใช้เวลา 2-3 อาทิตย์ จากนั้นก็จะค่อยๆ หลุดร่วงไป เมื่อผมร่วง จะมีผมเส้นใหม่ แทนที่ในรากผมอันเดิม และเริ่มวงจรผมที่เจริญเติบโตต่อไป ผมบนหนังศีรษะยาว 1/2 นิ้ว ต่อเดือน เมื่ออายุมากขึ้น จะโตช้าลง ผมสีบลอนด์จะมีเส้นผมมากกว่าสีอื่น มีประมาณ 140,000 เส้น ผมสีเข้มมีประมาณ 105,000 เส้น ผมสีแดง จะมีประมาณ 90,000 เส้น ผมที่ร่วง ส่วนใหญ่จะร่วงตามวงจรปกติ เฉลี่ย 50-100 เส้น/วัน
2.สาเหตุของผมร่วงที่ผิดปกติ
การใช้เครื่องสำอางและดูแลผมอย่างไม่ถูกต้อง- ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ที่ใช้สารเคมีกับผม เช่น ย้อมผม, โกรกผม, กัดสีผม, ยืดผม และดัดผม ถ้าทำอย่างถูกต้องแล้ว จะไม่มีการทำลายผม ผมจะอ่อนแอและแตกหักง่าย ถ้าใช้สารเคมีพวกนี้บ่อยเกินไปหรือนานเกินไป ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ให้หยุดใช้จนกว่าผมจะงอกใหม่- ทรงผมที่รวบตึงแน่น เช่น ทรงหางม้า หรือผูกเปีย ไม่ดึงจนรั้งมากเกินไป ควรทำสลับกับผมทรงอื่นๆ ถ้าทำนาน ผมจะร่วงบางลง โดยเฉพาะตำแหน่งด้านข้าง ของหนังศีรษะการใช้แชมพู การหวี หรือแปรงผมบ่อยเกินไป ก็ทำลายผมทำให้แตกหัก ควรใช้ครีมนวด หรือคอนดิชั่นเนอร์หลังสระผม จะทำให้หวีง่าย และจัดทรงผมได้ง่ายขึ้น เมื่อผมเปียก จะเปราะบางกว่าผมแห้ง ดังนั้น การเช็ดถูแรงๆ ด้วยผ้าเช็ดตัว หรือการหวีและแปรงผม ขณะผมเปียกน้ำควรจะหลีกเลี่ยง คำโบราณที่บอกว่า ให้แปรงผมวันละ 100 ครั้ง จึงไม่ควรทำ ควรใช้หวีซี่ห่างๆ หรือใช้แปรงที่ปลายเรียบหวีผม
ผมร่วงหรือล้านจากพันธุกรรม- เป็นสาเหตุที่พบมากที่สุด ของผมร่วง พบเป็นกรรมพันธุ์ อาจได้จากทั้ง ทางพ่อหรือแม่ก็ได้ มักมีประวัติครอบครัว ผู้หญิงจะมีอาการผมบางๆ แต่ไม่ล้าน พบได้ตั้งแต่วัยรุ่น จนถึงอายุ 20-30 ปี รักษาไม่ค่อยได้ผล การใช้ยาอาจช่วยได้บ้าง- การรักษา โดยใช้น้ำยาปลูกผม ทาหนังศีรษะวันละ 2 ครั้ง ในผู้ชายอาจกินยา ฟีนาสเตอร์ไรด์ร่วมด้วย ในผู้หญิงอาจใช้วิธีปลูกผมในกรณีที่ ผมร่วงถาวร และรักษาด้วยยาแล้วไม่ได้ผล เป็นวิธีการผ่าตัด ย้ายผมจากบริเวณที่หนาแน่น ไปปลูกถ่ายลงบริเวณที่บาง ใช้ทั้งเวลา และเงินจำนวนมาก และเจ็บตัว คงต้องคิดให้ดีก่อนตัดสินใจทำ แพทย์ผิวหนังจะช่วยแนะนำคนไข้ว่า ควรใช้วิธีใด ที่เหมาะสมกับคนไข้ ตามความต้องการ และจำนวนเงินในกระเป๋าของคนไข้
ผมร่วงเป็นหย่อมๆ จากความเครียด- ผมร่วงชนิดนี้ ร่วงเป็นหย่อมๆ เหลือแต่หนังศีรษะเรียบๆ กลมๆ ขนาดเท่ากับเหรียญบาท หรือใหญ่กว่า อาจจะร่วงทั้งศีรษะ หรือร่วงลามถึงขนตามตัว แต่เกิดได้ค่อนข้างน้อย อาจเป็นกับเด็กหรือผู้ใหญ่ได้ทุกวัย สาเหตุไม่ทราบ นอกจากผมร่วงแล้ว คนไข้มีสุขภาพปกติดี ส่วนใหญ่แล้วจะหายได้เอง
ผมร่วงหลังคลอดลูก- ระหว่างตั้งครรภ์ ผมของคุณแม่จะหนามากขึ้น หลังคลอดแล้ว 2-3 เดือน ผมจะร่วง อาจร่วงเป็นระยะเวลา ประมาณ 1-6 เดือน ส่วนใหญ่แล้วจะหายได้เอง
ผมร่วงหลังไข้สูง, ติดเชื้อ, ไข้หวัดใหญ่รุนแรงความเจ็บป่วย ทำให้ผมเข้าระยะหยุดเจริญเติบโต หลังจากไข้สูง ป่วยหนัก หรือติดเชื้อ 4 อาทิตย์ถึง 3 เดือน จะมีผมร่วงมาก จนคนไข้ตกใจ ( คนไทยเรียกว่า จับไข้หัวโกร๋น ) จะหายได้เอง
โรคของต่อมไทรอยด์ทำให้ผมร่วงทั้งโรคไทรอยด์ที่มีอาการ หรือไม่มีอาการ ก็สามารถทำให้ผมร่วงได้ แพทย์จะเจาะเลือด เพื่อการวินิจฉัยและรักษา เมื่อรักษาแล้ว ผมจะดกดำเหมือนเดิม
ผมร่วงจากการได้อาหารโปรตีนไม่พอในกรณีคนไข้ลดน้ำหนัก หรือมีอุปนิสัยการกิน ที่ผิดปกติ ทำให้เกิดการขาดโปรตีน ร่างกายจะพยายามสำรองโปรตีนไว้ โดยเปลี่ยนผม จากระยะการเจริญเติบโต เข้าสู่ระยะพัก หลังจากนั้น 2-3 เดือน ผมจะเริ่มร่วง แต่จะกลับสู่ภาวะปกติได้ ถ้าได้รับโปรตีนในอาหาร อย่างถูกต้องและเหมาะสม
ผมร่วงจากยายาบางอย่างอาจทำให้ผมร่วงได้ชั่วคราว เช่น ยารักษาโรคเก๊าท์ ยาแก้ปวดข้อ ยารักษาโรคซึมเศร้า ยารักษาโรคหัวใจ ยารักษาโรคความดันสูง ยาลดความเข้มข้นของเลือด ยาวิตามินเอในขนาดสูงๆ ก็ทำให้ผมร่วงได้
ผมร่วงจากยารักษามะเร็งยารักษามะเร็ง จะทำให้เซลล์ผมหยุดแบ่งตัว ผมจะบางและแตก จะเกิดหลังจากได้ยา 1-3 อาทิตย์ ผมอาจจะร่วงได้ถึง 90% เมื่อหยุดยา ผมจะกลับขึ้นใหม่เหมือนเดิม ช่วงผมบางมากๆ อาจต้องใส่วิกผมไปก่อน
ผมร่วงจากยาคุมกำเนิดผู้หญิงที่ผมบาง ขณะกินยาคุมกำเนิด มักมีประวัติผมบางแบบพันธุกรรม ในครอบครัว ถ้าผมบางเกิดขึ้น หลังกินยาคุม อาจให้สูตินรีแพทย์ เปลี่ยนยาคุมให้เป็นตัวอื่น อาจมีผมร่วง หลังจากหยุดยาคุม 2-3 เดือน และอาจร่วงได้นาน ถึง 6 เดือน ลักษณะนี้ คล้ายๆ กับผมร่วงหลังคลอดลูก
ผมร่วงจากการขาดธาตุเหล็กการขาดธาตุเหล็ก บางครั้งทำให้ผมร่วง เนื่องจากรับประทานอาหาร ที่มีธาตุเหล็กไม่พอเพียง หรือร่างกายดูดซึม ธาตุเหล็กได้ไม่ดี ผู้หญิงที่มีประจำเดือนมามากๆ อาจเป็นสาเหตุให้ขาดธาตุเหล็กได้ การตรวจเลือด จะช่วยในการวินิจฉัย การรักษาทำได้โดยให้กินยาเม็ดที่มีธาตุเหล็ก
ผมร่วงจากการผ่าตัดใหญ่หรือเจ็บป่วยเรื้อรังหลังผ่าตัดใหญ่ 1-3 เดือน จะเริ่มมีผมร่วง แต่จะหายได้เองภายใน 2-3 เดือน แต่คนไข้ที่มีอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง จะมีผมร่วงอย่างไม่มีกำหนด
ผมร่วงจากเชื้อราที่หนังศีรษะเกิดจากการติดเชื้อรา หนังศีรษะมีลักษณะเป็นขุยๆ และขยายวงออก ผมจะหัก และส่วนหนังศีรษะจะบวมแดง และ มีน้ำเหลืองออก โรคนี้ติดต่อได้ง่ายในเด็ก และต้องรักษา โดยให้ยากินรักษาเชื้อรา
ผมร่วงจากการดึงผมเองเป็นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยการบิด หรือดึงผม ขนคิ้ว ขนตา จนหลุดร่วงออกมา บางครั้งเป็นการตอบสนอง ต่อความเครียด บางครั้งเป็นสัญลักษณ์ของผู้ป่วย ที่มีปัญหาทางจิตใจ
จาก jindaherb.is.in.th

วิธีทำใจที่ได้ผล ... เวลาอกหัก

อย่าพยายามได้ยินเสียงเขาหรือรับโทรศัพท์เขา
การได้ยินเสียงของเขาจะทำให้คุณคิดถึงเขาและยังคงห่วงหาอาทรเขาอยู่ แล้วคุณจะไปไหนไม่ได้คุณจะก้าวออกมาจากความเสียใจที่มีไม่ได้เพราะมัวแต่คิดถึงเขาแต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ให้ใช้ SMS แทนจะดีกว่า
ทิ้งทุกอย่างที่ทำให้คุณคิดถึงเขา
ไม่ว่าจะเป็นรูปถ่าย ของใช้ หรือแม้แต่เพลงที่ฟังแล้วทำให้คิดถึงเขา และพยายามหลีกเลี่ยงสถานที่ที่คุณกับเขาเคยไปด้วยกันจะดีที่สุด หรือถ้าทิ้งไม่ได้ก็พยายามเก็บไว้ให้ห่างจากสายตาของคุณสักพัก จนกว่าจะแน่ใจแล้วว่าคุณหายดีแล้ว เพราะถ้าคุณยังคงเห็นมันก็จะเป็นการตอกย้ำความเสียใจของคุณอยู่อย่างนั้น เพราะฉะนั้นหากทิ้งได้ก็ทิ้งมันไปเถอะนะ
อย่าพยายามตอกย้ำ "อกหัก" ซ้ำซาก
อย่ามัวแต่นอนซมอยู่บนเตียงเพราะพิษรัก ประมาณว่าฉันยังคงรักเพียงแต่เธอหรือมันยังอินในหัวใจ มันไม่ได้ช่วยรักษาให้คุณดีขึ้นแต่มันจะเป็นการทำลายมากกว่าพยายามลุกขึ้นมาจากเตียงให้ได้แล้วหาอะไรที่คุณทำแล้วสบายใจจะดีกว่า ถ้าอยากระบายให้หาเพื่อนคุยและระบายทุกอย่างที่อยากระบายให้เพื่อนฟัง ไม่ต้องเกรงใจเพื่อนเพราะในช่วงเวลาแบบนี้เพื่อนจะเป็นคนที่ช่วยให้เราผ่านพ้นไปได้
พยายามคิดถึงสิ่งแย่ๆที่เขาได้ทำ
แน่นอนว่าคุณอยากให้จบลงด้วยดีและยวังเป็นเพื่อนกันได้ แต่หากว่านั่นมันรังแต่จะทำให้คุณขมขื่นใจก็อย่าทำ ไม่ได้ให้เกลียดแต่ลองนึกดูว่าสิ่งที่คุณให้เขาและสิ่งที่ได้กลับมามันคืออะไร เพราะถ้าเขารักคุณจริงเขาคงไม่ทำร้ายคุณหรอก จริงมั๊ย
ออกไปหาสิ่งใหม่ๆ ให้ชีวิต
การจมอยู่กับสภาพแวดล้อมเดิมๆ สิ่งเดิมๆ มันจะทำให้คุณก้าวไปไหนไม่ได้ หรือเริ่มต้นใหม่ไม่ได้ เพราะคุณจะยังคงคิดถึงเขาอยู่อย่างนั้น ออกไปในที่ที่ไม่เคยไป ทำในสิ่งที่ไม่เคยได้ทำตอนอยู่กับเขา การได้พบเห็นสิ่งใหม่ๆ จะเป็นการเปิดหูเปิดตาของคุณให้กว้างขึ้น บางทีคุณอาจจะพบว่าชีวิตคุณน่าจะดีกว่านี้ถ้าคุณเลิกกับเขาไปได้ตั้งนานแล้ว

คนไร้ค่า กับ ทำตัวไร้ค่า ต่างกันมั้ย ??

ไม่มีใครเกิดมาไร้ค่า แม้แต่คนโง่ที่สุดยังฉลาดในบางเรื่อง และคนฉลาดที่สุดก็ยังโง่ในหลายเรื่อง .. ไม่มีอะไรเสียเวลาไปมากกว่า การคิดที่จะย้อนกลับไปแก้ไขอดีต ไม่เคยมีอะไรช้าเกินไป ที่จะทำใหสิ่งที่ตนฝัน .. คนที่ไม่เคยหิวย่อมไม่ซาบซึ้งรสของความอิ่ม ความสำเร็จที่ผ่านความล้มเหลวย่อมหอมหวานกว่าเดิม .. อันตรายที่สุดของชีวิตคนเราคือ การคาดหวัง อย่ายอมแพ้ ถ้ายังไม่ได้พยายามอย่างเต็มที่ เหตุผลขอคนๆ หนึ่ง อาจไม่ใช่เหตุผลของคน อีกคนนึง ถ้าคุณไม่ลองก้าว คุณจะไม่มีทางรู้เลยว่า ทางข้างหน้าเป็นอย่างไร ปัญหาทุกอย่างล้วนอยู่ที่ตัวเราทั้งสิ้น ยินดีกับสิ่งที่ได้มา และยอมรับกับสิ่งที่เสียไป หลังพายุผ่านไป ฟ้าย่อมสดใสเสมอ มีแต่วันนี้ที่มีค่า ไม่มีวันหน้า วันหลัง .. คนเราไม่ต้องเก่งไปทุกอย่าง แต่จงสนุกกับงานทุกชิ้นที่ได้ทำ .. หัวใจของการเดินทางไม่ได้อยู่ที่จุดหมาย หากอยู่ที่ประสบการณ์สองข้างทาง .. มากกว่า
ที่มาArtsmen

“กลูตาไธโอน ไม่ช่วยให้ขาว”‏

ฉลาดซื้อ ย้ำ “กลูตาไธโอน ไม่ช่วยให้ขาว” จากบทความในคอลัมน์ “สวยอย่างฉลาด” ที่เขียนโดย รศ.ดร.พิมลพรรณ พิทยานุกุล คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล ในนิตยสารฉลาดซื้อ ฉบับที่ 83 เดือนมกราคม 2551 บอกว่า สารกลูตาไธโอน เป็นสารที่เซลล์ในร่างกายเราสามารถสังเคราะห์ขึ้นได้เอง มีคุณสมบัติเป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง มีหน้าที่ปกป้องเนื้อเยื่อของอวัยวะทุกส่วนโดยการต่อต้านอนุมูลอิสระที่ สะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ และกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย ที่สำคัญยังช่วยตับในการทำลายและขจัดสารพิษออกจากร่างกาย โดยกลูตา ไธโอนในธรรมชาติ พบมากในผลไม้ ได้แก่ แตงโม สตรอเบอรี่ องุ่น ผลอโวกาโด ส่วนในผักพบมากใน หน่อไม้ฝรั่ง สำหรับเนื้อสัตว์จะพบได้ใน ปลา และเนื้อแดง เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว ดังนั้นควรเลือกรับประทานจากธรรมชาติดีกว่าที่จะหลงไปใช้สารนี้อย่างผิดๆ และขาดความเข้าใจ ส่วน ในเรื่องที่ผู้ประกอบการโฆษณาชวนเชื่อกลูตาไธโอนช่วยให้ผิวขาวได้นั้น ไม่เป็นความจริง เนื่องจากผลข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์ที่เกิดจากการของการ ใช้ยากลูตาไธโอนในเรื่องของการยับยั้งการสร้างเซลล์เม็ดสีให้ผิวหนัง รวมทั้งการเปลี่ยนเม็ดสีที่สร้างขึ้นจากสีน้ำตาลดำเป็นเม็ดสีชมพูขาว จึงมีการคิดนำเอาสารชนิดนี้มาใช้เป็นอาหารเสริมโดยหวังว่า จะสามารถเสริมและเพิ่มความเข้มข้นของกลูตาไธโอนในกระแสเลือดให้มากๆ เพื่อหวังผลให้ผิวหน้าขาวอมชมพู แต่ในความเป็นจริงยา เม็ดที่เป็นอาหารเสริมนั้น ทานมากเท่าไหร่ก็จะไม่ได้ผล เพราะสารชนิดนี้จะถูกย่อยสลายและกำจัดออกจากร่างกาย ไม่ถูกดูดซึม หรือการที่แพทย์หลายสำนักได้มีการดัดแปลงโดยทำการฉีดเข้าเส้นหรือเข้ากล้าม เนื้อเช่นเดียวกับการรักษาโรคต่างๆนั้น อาการข้างเคียงของผิวขาวจะเป็นเพียงอาการชั่วคราวเท่านั้น นอกจากนี้การที่ร่างกายได้ รับสารกลูตาไธโอนเป็นเวลานาน ๆ จะทำให้เม็ดสีเมลานิน ทั้งที่ผิวหนังและที่จอตาลดลง ทำให้จอตารับแสงได้น้อยลง เสี่ยงต่อการมองเห็นได้ในอนาคต จึงไม่ควรใช้ยานี้ในทางที่ผิด

ทำไมผู้ชายกลัวการผูกมัด...

1. กลัวการรับผิดชอบพวกผู้ชายหลายคนได้รับการสั่งสมความคิด และรับรู้กันมาว่า การแต่งงานคือการผูกมัดต้องมอบชีวิตทั้งหมดให้ครอบครัว ซึ่งพวกเขาจะต้องรับผิดชอบภรรยาและลูกๆ ที่จะเกิดมาทำให้พวกเขาแค่นึกก็ขยาดขนหัวลุก เลยพากันคิดว่าอยู่อย่างนี้ดีแล้วไม่ต้องรับผิดชอบใคร
2. กลัวขาดอิสระชีวิตส่วนใหญ่ของเพศชาย มีอิสระล้นฟ้า จะทำอะไร จะไปไหนก็ได้ พ่อแม่ไม่ถือ อาจจะบ่นจะว่าบ้าง แต่ก็ไม่รุนแรง หายหัวไปนอนบ้านเพื่อนสองอาทิตย์ กลับมาก็ยังได้รับการต้อนรับจากครอบครัวเหมือนเดิม สำมะเลเทเมาแค่ไหนก็ได้ มีแฟนกี่คนก็ได้จะ รีบมีเมียไปทำไม
3. กลัวไม่ได้ทุ่มเทกับงานผู้ชายบางกลุ่มมุ่งมั่นในอาชีพการงาน ชอบการแข่งขัน เพื่อไขว่คว้าหาความก้าวหน้า คนพวกนี้คิดว่า การมีครอบครัวจะขัดขวางเวลาในการทำงาน กลัวทำงานดึกไม่ได้ กลัวไปกินดื่มสังสรรค์กับเจ้านาย และลูกค้าไม่ได้อย่างที่เคย เขาจึงไม่อยากผูกมัดกับหญิงใด
4. กลัวอดเที่ยวผู้ชายทุกคนชอบเที่ยว บางกลุ่มชอบเที่ยวกลางคืน เฮไหนไปนั่น อยู่กับเพื่อนทั้งวันทั้งคืน บางกลุ่มชอบผจญภัย ชอบขับรถออฟโรด ตะลุยไปทั่วป่าเขาลำเนาไพร ผู้ชายกลุ่มนี้จะทุ่มเทเงินกับการแต่รถซื้อ อุปกรณ์เดินป่า ไม่อยากมีลูกเมียให้เป็นพันธะให้ต้องเป็นห่วง
5.กลัวเพื่อนหายเป็นที่รู้กันแล้วว่า ผู้ชายชอบจับกลุ่มอยู่กันเป็นฝูง เพื่อส่องหญิง จีบหญิงแข่งกัน หรือแต่งรถแข่งกัน หาเรื่องมาแข่งขันกันเช่น พนันฟุตบอล เล่นเกมต่างๆ คุยใหญ่โตทับกัน เพราะหัวใจของผู้ชายชอบการแข่งขัน ถ้ามีเมีย เขากลัวว่าจะกลับมารวมกลุ่มกันไม่ได้

6. กลัวว่าตัวเองจะกลัวเมียผู้ชายหลายคนนะ...ที่รักผู้หญิงแบบเทิดทูน แต่พวกเขาก็ยังรักตัวเอง รักชีวิตแบบเดิมๆ ของตัวอง ดังนั้นพวกเขาอาจจะไม่อยากแต่งงาน เพราะเกรงว่ามีครอบครัวไปแล้วจะกลายเป็นคนกลัวเมีย หลงรักลูก ไม่กล้าไปทำอะไรอย่างที่เคยๆ แล้วก็กลัวถูกเพื่อนล้อด้วย...
7. กลัวเซ็กซ์หดหู่เคยบอกแล้วววว...ว่าเซ็กซ์เป็นสิ่งสำคัญในอันดับต้นๆ ของเพศชาย การเป็นโสดของผู้ชาย อาจหมายถึงการใช้ชีวิตเซ็กซ์อย่างอิสระเสรี มีเพศสัมพันธ์อย่างตื่นเต้นกับหญิงแปลกหน้าไปเรื่อยๆ ถ้าการมีเมียหมายถึง การต้องมีเซ็กซ์กับผู้หญิงคนเดียวพวกเขาจะรีบมีไปทำไม
8. กลัวญาติ (เมีย) เยอะผู้ชายไม่ชอบความวุ่นวาย เพศชายส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องก้มหัวให้ใครแบบเพศหญิง ถ้าการแต่งงานหมายถึงเขาจะต้องเข้าไปจำยอมอดทนกับ พ่อตา แม่ยาย สารพันญาติกาโหติโกของภรรยา เขาคงต้องหลีกเลี่ยงแน่ๆ ผู้ชายหน้าไหนจะอยากแกว่งเท้าหาเสี้ยน
9. กลัวผู้หญิงเปลี่ยนไปผู้ชายอาจรับรู้มาจาก พ่อ แม่ ของเขา หรือจากครอบครัวเพื่อนว่า ผู้หญิงที่เป็นแฟนกับเป็นเมียต่างกันลิบลับ เช่น แฟนน่ารัก เมียขี้บ่น แฟนหุ่นดี เมียอ้วนพะโล้ ฯลฯ (แล้วผู้หญิงก็มักเป็นเช่นนี้ซะด้วย!...) ผู้ชายพวกนี้จะคบผู้หญิงแค่เป็นแฟน แต่ไม่ยอมแต่งงาน
10. กลัว เพราะเห็นแก่ตัวจากการที่มนุษย์เพศชายส่วนใหญ่ในสังคม ทำให้พวกเขาเคยชินกับอาการใหญ่โตของพวกเขา และเห็นแก่ตัวเกินไป ที่จะต้องเสียสละอันใหญ่หลวง ด้วยการแต่งงาน ผู้ชายบางคนบอกว่าไม่มีเมีย เพราะกลัวเมียมาแย่งกินแย่งใช้...เฮ้อ! อย่างนี้ก็มีด้วยแฮะ...มาถึงตรงนี้แล้ว อยากจะบอกว่าผู้หญิงหลายคนก็กลัวการแต่งงานเช่นกันนะคะ เพราะภาระการเป็นเมียก็ยิ่งใหญ่ไม่น้อยหน้ากัน โดนเฉพาะการเป็นแม่ ผู้หญิงต้องลำบากกว่าผู้ชายหลายเท่านักแต่ผู้หญิงส่วนใหญ่มักกล้าหาญ เรียกร้องการผูกมัด อยากเข้าพิธีแต่งงาน อยากเป็นเมีย อยากเป็นแม่ ... ว่าแต่ถ้าจะให้ได้เป็นแน่ๆ ต้องทลายกำแพงความกลัวทั้งหลายเหล่านี้ของผู้ชายให้ได้ก่อนนะคะ
ที่มาวาไรตี้โพสทูเดย์

ความรัก กับ สัจจธรรม

การสูญเสียเป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักร ไม่มีอะไรอยู่กับเราตลอดไป ไม่มีอะไรจากเราไปตลอดกาล ถ้าคลี่เวลาออกเป็นเส้นตรงและสามารถเห็นได้จริงทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคตพร้อมกัน เราคงเห็นตัวเองได้ของรักแล้วเสียของรัก หัวเราะแล้วร้องไห้ พบแล้วพลัดพราก ย้อนเวียนกลับไปกลับมา สลับกันเป็นสายโซ่ยืดยาว" ธรรมชาติจะบังคับให้เราทิ้งทุกคนไปอยู่ดี เราเต็มใจหรือไม่เต็มใจก็ตาม เรารักและหวังหอบหิ้วใครไปด้วยก็ตาม พวกเราต่างก็เป็นนักเดินทางผู้โดดเดี่ยว มาสวมหัวโขนเป็นพ่อ แม่ พี่ น้อง คนรัก เพื่อน ศัตรู หรืออะไรอื่นเดี๋ยวเดียว แล้วก็ต้องตายจากไปเป็นอื่น แม้ในชาติเดียวกันก็อาจเป็นอะไรหลาย ๆ ฐานะ บางคนเดินชนไหล่หรือเหยียบเท้าใครอีกคนบนถนน ทะเลาะกันเลือดขึ้นหน้าเป็นพัก กว่าจะจำได้ว่าเคยเป็นเพื่อนรักสุดรักสมัยประถมมัธยมที่เคยอยากไปไหน ๆ ด้วยกันตลอดชีวิต แต่พอห่างกันมาก ๆ เจออีกทีอาจกลายเป็นศัตรูก็ได้ เราต่างถูกหลอกว่ามีคนรักและเครือข่ายญาติมิตร ทั้งที่จริงทุกคนไม่มีแม้แต่เงาติดตามตัวเองไปได้ตลอดมนุษย์เราถูกหลอกให้หลงติด หลงร้องไห้คร่ำครวญกับสิ่งที่วันหนึ่งต้องทิ้งไปไม่ว่าจะได้อะไรมาแค่ไหนก็เสียไปแค่นั้น หลงทำบาปทำกรรมติดตัวไปภพหน้ากันก็เพียงเพราะยังติด ยังไม่รู้ด้วยกันทั้งสิ้น ตัวผู้รัก ผู้ถูกรัก ผู้สมหวัง ผู้ผิดหวัง ปรากฏมีสาระอยู่แต่ในจิตอันปรุงแต่ง เสกปั้นสรรค์ไป จูงให้เราหลงไป เพ้อไป ปราศจากแก่นสาร (ทางนฤพาน บทที่ ๑๖ ฝันร้าย)ปกติเวลาเราฟุ้งซ่านถึงใคร เราจะรู้สึกว่าเขามารบกวนเรา เราจะมีปฏิกิริยาทางใจกับเขาเป็นชอบ เป็นชังยิ่ง ๆ ขึ้นทุกครั้งที่เขามาอยู่ในหัวของเรา ทั้งที่ตัวจริงของเขาไม่ได้มาอยู่ตรงนั้นเลย(๗ เดือนบรรลุธรรม สรุปเดือนที่ ๔)บทสรุปหนึ่งก็คือว่า รักแท้น่ะมีจริง แต่ที่จริงกว่านั้นคือกิเลสหมายความว่าถ้ามองตามสายตาทางโลกก็ต้องว่ามี แต่ถ้ามองตามสายตาทางธรรมก็ต้องว่ารากของรักแท้นั้นมาจากกิเลสนี่เอง ที่รักแท้จะมีอันต้องกลับกลายเป็นรักเก๊ ก็ด้วยกิเลสอันเดียวกันอีกนั่นแหละโดยมีตัวแปรเช่นบุคคล เวลา และสถานการณ์มาร่วมสมการกิเลสกิเลสมากก็ทุกข์มาก กิเลสน้อยก็ทุกข์น้อยสมดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่า ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์ทางนฤพาน บทที่ ๒๘ วังวน“พระพุทธองค์ท่านตรัสว่าคนเรามีรักร้อยก็นับว่าทุกข์ร้อย มีรักสิบก็นับว่าทุกข์สิบ มีรักหนึ่งก็นับว่าทุกข์หนึ่ง หากไม่มีรักเลย ก็แปลว่าไม่ต้องมีทุกข์เพราะรักเลยเช่นกัน… สรุปคือ ความรักเป็นแค่รูปแบบหนึ่งของความทุกข์เท่านั้น ต่อให้รักกันยืดยาวจนแก่เฒ่า วันหนึ่งก็ต้องทุกข์ใหญ่หลวงเพราะความพลัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รักอยู่ดี”(กรรมพยากรณ์ : ชนะกรรม ตอนที่ ๓๓ คู่มือนักฆ่าตัวตาย) การเกิดใหม่ช่างเป็นอะไรที่ไม่เหมือนเดิม ไม่มีอะไรประกันความแน่ใจ และไม่มีใครจำใครได้ เหมือนเล่นซ่อนหาชนิดปิดทางพบเจอ ทำให้ณชะเลมองความสัมพันธ์ทั้งหลายเป็นเรื่องหลอกลวง ถึงแม้พยายามเป็นที่พึ่งให้กันก็เป็นไปได้แค่เดี๋ยวเดียว แล้วต่างต้องแยกย้ายไปเสวยกรรมตามวิบากแห่งตน ไม่อาจนัดหมายว่าจะไปเจอกันที่ไหน เมื่อไหร่ ในสภาพเช่นใดเลย(กรรมพยากรณ์ : เลือกเกิดใหม่ ตอนที่ ๔๑ คนอยู่ข้างหลัง)อยู่ในสังสารวัฏ ท่องเที่ยวเกิดตายไปเรื่อย ๆ นั้นแม้สิ่งหนึ่งสิ่งเดียวที่สังสารสัตว์หวังฝากไว้ให้อบอุ่นใจ คือความรัก ความมั่นคงของเนื้อคู่ที่จะติดตามกันไปทุกภพทุกชาติเอาเข้าจริงก็แค่ความไม่แน่นอนอีกชนิดหนึ่งความแปรปรวนเป็นอื่นได้อีกชนิดหนึ่งภพชาติ ความสัมพันธ์ และสายใยต่างๆนั้นซับซ้อนมีความไม่แน่นอนเป็นความหวังได้ด้วยเหตุปัจจัยอันลึกลับเกินหยั่งทำใจไว้แต่แรกว่าเราทุกคนเป็นนักเดินทางผู้โดดเดี่ยว จะได้สบายใจในระยะยาวความรักชั้นสูงคือความรักพระนิพพานครับเมื่อรักพระนิพพานอันเป็นธรรมชาติสูงสุดเหนือสมมุติได้บุคคลย่อมไม่หลงสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ต่ำกว่านั้นแบบยอมตายถวายชีวิตอีก

สมาธิ

ประโยชน์ของสมาธิ ---------------------------- 1. ถ้าท่านเป็นคนที่มีธุรกิจท่วมหัว สมาธิจะช่วยให้ท่านกำจัดความเครียด และสามารถผ่อนคลายได้มาก 2. ถ้าท่านเป็นคนวิตกจริต สมาธิสามารถช่วยท่านระงับความวิตกกังวล และสามารถทำให้ท่านพบกับความสงบสุขอย่างถาวร หรือไม่อย่างน้อยก็เป็นคราวๆ ไป 3. ถ้าท่านเป็นคนที่มีปัญหาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด สมาธิจะช่วยให้ท่านเกิดกำลังใจ และความเข้มแข็งที่จะเผชิญ หรือเอาชนะปัญหาต่างๆ ได้ 4. ถ้าท่านขาดความมั่นใจในตัวเอง สมาธิสามารถช่วยท่านให้เกิดความมั่นใจในตัวเองขึ้นมาได้อย่างมหัศจรรย์ และความเชื่อมั่นในตัวเองนี้เป็นความลับนำไปสู่ความสำเร็จ 5. ถ้าท่านรู้สึกไม่พอใจในทุกๆ สิ่ง บรรดามี และรู้สึกว่าไม่มีอะไรเลยในชีวิตที่ดูเหมือนว่าท่านจะพอใจ สมาธิจะให้โอกาสแก่ท่านในการที่จะพัฒนา และรักษาความพอใจไว้ภายในใจได้ 6. ถ้าท่านเป็นคนขี้สงสัย และไม่สนใจในศาสนา สมาธิสามารถช่วยท่านให้ข้ามพ้นจากความเป็นคนขี้สงสัย และมองเห็นคุณค่าแห่งการปฏิบัติตามคำแนะนำของศาสนาได้อย่างดี 7. ถ้าท่านเกิดความรู้สึกคับข้องใจ และผิดหวังอันเนื่องมาจากขาดความเข้าใจในธรรมชาติของชีวิต สมาธิจะนำท่านและช่วยท่านให้เข้าใจว่าท่านได้ถูกสิ่งที่ไม่จำเป็นต่อชีวิต คือ ความคับข้องในนั้น รบกวนและทำลายเวลาอันมีค่าในชีวิตของท่าน 8. ถ้าท่านเป็นคนรวย สมาธิจะช่วยให้ท่านตระหนักถึงธรรมชาติของทรัพย์สมบัติ และวิธีที่ใช้ทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สำหรับความสุขของท่าน ของบุคคลรอบข้างรวมถึงเพื่อนมนุษย์บุคคลร่วมโลก 9. ถ้าท่านเป็นคนยากจน สมาธิจะช่วยให้ท่านมีความพอใจในระดับหนึ่ง และไม่ก่อให้เกิดความอิจฉาบุคคลที่มั่งมีมากกว่าท่าน 10. ถ้าท่านยังหนุ่มแน่นที่เดินมาถึงทางแยกของชีวิต และท่านไม่รู้ว่าท่านควรจะเลี้ยวไปทางไหน สมาธิจะช่วยให้ท่านเข้าใจว่าถนนสายไหนที่ท่านควรเลือกเดิน เพื่อให้ไปถึงจุดหมายปลายทางที่เหมาะสมสำหรับท่าน 11. ถ้าท่านเป็นคนสูงอายุซึ่งรู้สึกเบื่อหน่ายชีวิต สมาธิจะทำให้ท่านเข้าใจชีวิตได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ความเข้าใจชีวิตที่ลึกซึ้งนี้เอง ช่วยให้ท่านบรรเทาความทุกข์ในชีวิต และเพิ่มความสุขของชีวิตให้มากขึ้น 12. ถ้าท่านเป็นคนอารมณ์ร้อน สมาธิจะทำให้ท่านสามารถพัฒนาพลังที่จะเอาชนะข้อเสีย คือ ความโกรธ ความเกลียด และความขุ่นเคืองได้ 13. ถ้าท่านเป็นคนขี้อิจฉาริษยา สมาธิจะช่วยให้ท่านตระหนักถึงอันตรายของความอิจฉาริษยา และสามารถลดละความอิจฉาริษยาได้ 14. ถ้าท่านตกเป็นทาสของอารมณ์ความรู้สึก สมาธิจะช่วยให้ท่านรู้วิธีที่จะเป็นนายของตัณหา ความอยากเหล่านั้นได้ 15. ถ้าท่านติดเครื่องดื่มหรือยาเสพติด สมาธิสามารถทำให้ท่านระหนักถึงวิธีที่จะเอาชนะนิสัยที่เป็นอันตราย ซึ่งทำให้ท่านตกเป็นทาสได้ 16. ถ้าท่านเป็นคนปัญญาทึบ สมาธิจะเปิดโอกาสให้ท่านขัดเกลาความรู้จนสามารถนำไปใช้ได้ และเป็นประโยชน์ทั้งแก่ท่าน เพื่อนของท่าน และครอบครัวของท่าน 17. ถ้าท่านได้ปฏิบัติสมาธิอย่างจริงจัง อารมณ์ของท่านจะไม่มีโอกาสทำให้ท่านเป็นคนขุ่นมัว ปัญญาทึบอีกต่อไป 18. ถ้าท่านเป็นคนฉลาดมีปัญญาบริบูรณ์อยู่แล้ว สมาธิจะส่งเสริมให้ท่านได้บรรลุธรรมชั้นสูง และท่านก็จะสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ตามที่เป็นจริง ไม่ใช่ตามที่มันปรากฏ 19. ถ้าท่านเป็นคนที่มีจิตใจอ่อนแอ สมาธิสามารถทำให้จิตใจของท่านเข้มแข็งขึ้นเพื่อพัฒนาพลังแห่งเจตนา จนสามารถเอาชนะความอ่อนแอของจิตได้ นี้เป็นเพียงคุณประโยชน์บางประการที่เกิดจากการปฏิบัติสมาธิ คุณประโยชน์เหล่านี้ไม่มีขายตามร้านตลาด เงินก็ไม่สามารถจะซื้อได้
ที่มาลานธรรมจักร

วิธีง้อคนรัก

1. แสดงความเป็นคนจริงใจอย่าพูดโกหกหลอกลวงอีก คุณต้องซื่อสัตย์ ต้องบอกว่า ทำไมคุณถึงทำผิดพลาด และคุณได้เรียนรู้อะไรจากสิ่งที่ทำลงไปบ้าง ทำให้เธอเชื่อว่า คุณไม่สามารถอยู่ได้หากไม่มีเธอ2. ซื้อของขวัญชิ้นพิเศษให้ ควรเลือกของขวัญที่มีความหมายพิเศษ โดยเฉพาะลองหาบางสิ่งบางอย่างที่กระตุ้นให้เธอคิดถึง ช่วงเวลาลึกซึ้งของคุณกับเธอที่มีร่วมกัน เช่น ถ้าคุณรู้ใจว่าเธอชอบอะไรมาก ๆ ก็ให้สิ่งนั้นเป็นของขวัญเธอเลย3. ชวนเธอออกเดท แล้วสังเกตว่าวันวานยังหวานอยู่ไหม? ถ้าหลายสิ่งเริ่มลงตัวและทั้งคู่เข้าใจจิตใจกันมากขึ้น ฝ่ายชายควรทำให้เธอเห็นก็คือ คุณเป็นคนโรแมนติกเพียงใด เช่น สร้างบรรยากาศด้วยการชวนเธอเดทเหมือนครั้งเมื่อแรกรัก และชวนให้ระลึกถึงเรื่องดี ๆ ที่ผ่านมา แล้วทำอะไรก็ได้ที่ทำให้เธอมองคุณในทางที่ดีขึ้น4. ทำตัวดี ๆ ไม่ใช่เกเรหรือปล่อยเนื้อ ปล่อยตัวจนหาความเป็นเทพบุตรไม่เจออีกต่อไป โดยออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ แต่งตัวให้ดูดี แบบนี้สาวไหนเห็นก็ย่อมอยากกลับไปรักคุณอีก5. บอกไปตรง ๆ เลยว่า คุณยังรักเธออยู่ ผู้หญิงอยากได้ยินคำสามคำนี้เสมอ ยิ่งได้ยินจากคนที่เธอรักหรือเคยรักด้วยแล้ว มีหรือจะไม่ใจอ่อน6. สะกิดใจเธอว่า ถ้าไม่กลับมารักกัน เธออาจพลาดอะไรดี ๆ ไปก็ได้คุณอาจเรียกร้องความสนใจจากเธอ โดยทำให้เธอหึงก็ได้ เผื่อเธอจะชอบคุณใหม่อีกครั้ง หรือไม่ก็อาจจะหมั่นไส้และเกลียดหน้า หาว่าเจ้าชู้ไปเลยก็ได้ เพราะถ้าจะใช้วิธีนี้ก็ควรระวังด้วย7. ปรับความเข้าใจ คุณปรับตัวเป็นคนใหม่ และอยากปรับความเข้าใจ แต่อย่าใจร้อน เพราะถ้าขนาดอยากปรับความเข้าใจยังปรับความร้อนรนไม่ได้ ก็น่าคิดเหมือนกันว่าจะกลับไปเป็นแฟนกันอีกทีดีไหม8. อย่าพูดอย่างทำอย่าง ถ้าเขาบอกว่ายังรักอยู่ และอยากคืนดี แต่ตัวเองกลับไม่พยายามปรับปรุงตัว ก็ไม่ควรเสี่ยงกับเขาอีก เพราะฉะนั้นอย่าเป็นคนปากอย่างนึง ส่วนการกระทำก็อีกอย่างเลย9. แสดงให้เห็นว่าคุณเปลี่ยนไปจริง ๆ การพูดคำว่า “ผมเต็มใจที่จะเปลี่ยนตัวผมเพื่อคุณ” ย่อมเป็นคำพูดที่ดีเยี่ยมสำหรับออดอ้อนคนรัก แต่พูดแล้วก็ควรปฏิบัติด้วย10. สัญญาว่าจะเป็นคนรักที่ดีรักกันใหม่แล้วก็ยังทำผิดซ้ำ ๆ ย่อมเสียความรู้สึกเปล่า ๆ ฉะนั้นควรทำให้เธอใจชื้นด้วยการสัญญา ว่าจะเป็นแฟนที่ดีตลอดไป (แต่ต้องทำด้วย) และถ้าหลังจากนี้ยังไม่ดีจริง ๆ ก็ควรทิ้งให้ถาวรไปเลยถ้าอยากให้คนรักคืนดีไว ๆ ก็ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันได้.

กุหลาบสีแดง...

กุหลาบสีแดง... คือ..ดอกไม้สุดโปรดของเธอ และเธอก็ชื่อ...โรส ซึ่งหมายถึง..กุหลาบ..ด้วย ทุกปี..สามีของเธอ จะส่งดอกกุหลาบผูกโบว์น่ารักให้ แม้กระทั่งปีที่เขาตายจากไป เธอก็ยังได้รับดอกกุหลาบ ซึ่งมาส่งที่หน้าบ้าน การ์ดที่แนบมาเขียนไว้ว่า "ที่รักของผม" เหมือนกับหลาย ๆ ปี ก่อนหน้านี้ แต่ละปีที่เขาส่งดอกกุหลาบให้เธอ เขาจะเขียนว่า "ปีนี้ผมรักคุณ...มากกว่าที่ผมเคยรัก..เมื่อปีก่อน เพราะความรักของผม..เติบโดขึ้นทุกปีที่ผ่านไป" เธอรู้ว่า นี่คือกุหลาบช่อสุดท้ายแล้ว.. ที่เธอจะได้รับ เธอคิดว่า.. เขาคงสั่งดอกไม้ล่วงหน้า ก่อนถึงวันวาเลนไทน์ โดยที่เขาไม่รู้ว่า...เขาจะจากไป เขามักจะทำอะไร..เอาไว้ล่วงหน้าเสมอ เพื่อที่จะได้ไม่พลาด แม้ว่าเขาจะงานยุ่งแค่ไหนก็ตาม เธอตัดก้านกุหลาบ แล้วจัดมันลงในแจกันสุดพิเศษ วางไว้..ข้างภาพถ่ายใบหน้าเปื้อนยิ้มของสามี นั่งลงบนเก้าอี้ตัวโปรดของเขา เนิ่นนานนับชั่วโมง จ้องมองภาพถ่ายของเขา ที่มีดอกกุหลาบอยู่ด้านข้าง หนึ่งปีผ่านไป... มันยากมาก สำหรับการที่ต้องอยู่คนเดียว โชคชะตา..บันดาลให้เธอ ต้องกลายเป็นคนอ้างว้าง-เปล่าเปลี่ยว แล้วกริ่งประตูก็ดังขึ้น เหมือนวันวาเลนไทน์ปีก่อน ๆ เมื่อเธอเปิดประตู ก็พบกุหลาบแดงวางอยู่ที่หน้าประตู เธอนำมันเข้ามาในบ้าน และรู้สึกตกใจกับสิ่งที่ได้รับ ในที่สุด เธอก็กดโทรศัพท์ไปที่ร้านดอกไม้ เมื่อเจ้าของร้านมารับสาย เธอจึงถามเขาว่า "ทำไมถึงมีคนส่งดอกไม้ให้ฉันล่ะ" ซึ่งมันทำให้เธอรู้สึกเจ็บปวด "ผมทราบว่า.. สามีของคุณจากคุณไปเมื่อปีที่แล้ว" เจ้าของร้านตอบ "และผมก็รู้ว่า...คุณต้องโทรมา และอยากรู้ว่า...ใครส่งดอกไม้ไปให้คุณ" "ดอกไม้ที่คุณได้รับวันนี้ ชำระเงินล่วงหน้าเรียบร้อยแล้วครับ สามีคุณ...เป็นคนสั่งดอกไม้ โดย เตรียมการไว้ล่วงหน้า ผมยังมีคำสั่งซื้อดอกไม้จากเขาเก็บเอาไว้ในแฟ้มอีก ผมได้รับคำสั่งให้ส่งดอกไม้ให้คุณทุกปียังมีอีกเรื่องนะครับที่ผมคิดว่าคุณ ควรจะทราบเขาเขียนการ์ดพิเศษเอาไว้ให้คุณใบหนึ่ง เมื่อหลายปีที่แล้วและเขาต้องการให้ผมส่งการ์ดนี้แก่คุณ ในปีถัดจากปีที่เขาจากคุณไปแล้ว" เธอกล่าวขอบคุณเจ้าของร้านดอกไม้ แล้ววางโทรศัพท์ น้ำตาไหลอาบแก้ม นิ้วของเธอสั่นระริก ขณะเอื้อมมือไปหยิบการ์ดใบนั้น บนการ์ดมีลายมือของเขา..ที่เขียนถึงเธอ แล้วเธอก็เริ่มอ่านมันอย่างเงียบ ๆ ในการ์ดเขียนว่า "หวัด ดีจ้ะที่รัก ถึงตอนนี้ผมได้จากคุณไปหนึ่งปีแล้วหวังว่า..มันคงไม่ทำให้คุณรู้สึกเหนื่อย เกินไปในการต่อสู้กับปีที่ผ่านมานะ ผมรู้ว่าคุณคงรู้สึกอ้างว้างและเจ็บปวดถ้าเป็นผมก็คงรู้สึกไม่ต่างจาก คุณ ความรักของเราสองคนทำให้ทุกสิ่งในชีวิตดูงดงามไปหมด ผมรักคุณมาก..เกินกว่าที่จะบรรยายได้คุณคือภรรยาที่สมบูรณ์แบบ คุณเป็นทั้งเพื่อนและคนรักคุณเติมชีวิตผมให้เต็ม ผม รู้ว่ามันเพิ่งผ่านไปได้แค่ปีเดียว แต่ผมไม่อยากให้คุณตกอยู่ในความเศร้าผมอยากให้คุณมีความสุข แม้กระทั่งเวลาที่คุณหลั่งน้ำตาและนี่คือเหตุผลว่า.. ทำไมผมจะยังคงส่งดอกไม้ให้คุณ ต่อจากนี้อีกหลายปีเมื่อคุณได้รับดอกกุหลาบ ผมอยากให้คุณนึกถึงความสุขตลอดระยะเวลาที่เราได้รักกัน ผมรักคุณเสมอและรู้ ว่ามันจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป แต่ที่รัก .. คุณต้องต่อสู้ต่อไปต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป ได้โปรดมองหาความสุขตลอดวันเวลาที่คุณยังมีชีวิตอยู่ ผมรู้ว่ามันไม่ง่ายหากหวังว่าคุณคงไปถึงมันได้สักวัน กุหลาบจะส่งถึงคุณทุกปี และจะหยุดส่ง ก็ต่อเมื่อ.. คน ที่มาส่งดอกไม้เคาะประตูแล้ว ไม่มีใครมาเปิดรับเขาจะมาส่งห้าครั้งในวันนั้น เผื่อว่าคุณจะออกไปธุระข้างนอกหากครบห้าครั้งแล้ว ยังมอบดอกกุกลาบให้คุณไม่ได้ เขาจะรู้เองว่าต้องนำดอกไม้ ไปยังสถานที่ที่ผมสั่งเอาไว้ ดอกกุหลาบจะวางลงบนที่ที่เราจะได้อยู่ร่วมกันอีกครั้ง....ชั่วนิรันดร์ " ...

กฏของการเป็นมนุษย์

กฏของการเป็นมนุษย์ เชรี คาร์เตอร์ สก็อต (เขียน) จากหนังสือ "พลังแห่งชีวิต" 1. คุณจะได้รับร่างกาย .คุณอาจจะชอบหรือเกลียดมัน . มันจะอยู่กับคุณไปต่อจากนี้ไปตลอดชีวิต 2. คุณจะได้เรียนรู้บทเรียน . คุณได้ลงชื่อสมัครเรียนเต็มเวลา . ในโรงเรียนที่ไม่มีแบบแผน ชื่อว่า "โรงเรียนชีวิต" ทุกๆ วันในโรงเรียน แห่งนี้คุณอาจจะชอบ . หรืออาจคิดว่ามันไร้สาระหรือโง่เง่า 3. ไม่มีความผิด มีแต่บทเรียน . กระบวนการในการเติบโต . คือ . การลองผิดลองถูก การทดลอง การทดลองที่ "ล้มเหลว" ถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่มีความสำคัญมากพอๆ กับการ ทดลองที่"ได้ผล" อย่างสมบูรณ์ 4. บทเรียนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกว่าจะเรียนรู้ .คุณจะได้รับ บทเรียนหลายๆ รูปแบบจนกว่าคุณจะได้ เรียนรู้มัน . เมื่อคุณเรียนรู้ แล้วคุณจะได้ศึกษาบทเรียนอื่นๆ ต่อไป 5. การเรียนรู้ไม่มีวันจบ .ชีวิตคุณจะเต็มไปด้วยบทเรียน ถ้าคุณยังมีชีวิตอยู่จะต้องมีบทเรียนให้เรียนรู้ 6. "ที่นั่น" ไม่ได้ดีกว่า "ที่นี่" .เมื่อ"ที่นั่น"ของคุณกลาย เป็น"ที่นี่" .คุณก็จะมาถึง"ที่นั่น"อีกแห่งหนึ่งที่ดูดีกว่า"ที่นี่"ไปเรื่อยๆ 7. คนอื่นคือกระจกส่องตัวคุณ .คุณไม่สามารถรักหรือ เกลียดบางอย่างเกี่ยวกับผู้อื่น . ถ้ามันไม่ได้สะท้อนบางอย่างที่ คุณรักหรือเกลียดเกี่ยวกับตัวคุณ 8. ชีวิตคุณขึ้นอยู่กับตัวคุณเอง .คุณมีเครื่องมือทุกชนิด และทรัพยากรทุกอย่างที่คุณต้องการ .คุณจะเลือกใช้มันอย่างไร ขึ้นอยู่กับตัวคุณ .... คุณเป็นคนเลือก 9. คำตอบอยู่ในตัวคุณเอง . คำตอบเกี่ยวกับชีวิตมีอยู่ ในตัวคุณเอง . สิ่งเดียวที่คุณควรทำคือ มอง ฟังและไว้วางใจ 10. คุณจะลืมกฏทั้งหมดนี้ .....

อะไรคืออุปสรรค รัก?

เวลาคนเราเป็นแฟนกัน ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จและสมหวัง "รักแล้วรักเลย" ไปซะทุกคู่ ว่ามะ ฮี่โธ่ ยังเคยเห็นตัวอย่างมาหลายคู่เลยที่รัก... รัก...รักอยู่วันเนี้ย แต่เผลอแป๊บเดียว...เอ้า ไหงเลิกกันซะแล้วล่ะ เอ้...เป็นงี้ได้ไงฟะ แต่บ่นไปงั้นหรอกนะ ใครจะรักจะเลิกกันก็เชิญเถอะจ้ามาลองพิจารณาสังคมทุกวันนี้ดูดิ่ รู้สึกกันมั่ง รึเปล่าว่า มีสิ่งที่ทำให้แฟนถอยห่างจากกันง่ายเหลือเกิน จึงทำให้ใจคอของพวกเรา (บางคน) ไม่ค่อยอยู่กะเนื้อกะตัว ไม่มั่นคงในรัก คบกันไม่ค่อยยืด แถมบางรายยังชอบปล่อยตัวเผลอไผลไปชอบใจใครๆ แบบทีเดียวหลายคนซะด้วยสิเพราะคงไม่มีแฟนคู่ไหนจี๋จ๋าประสารักกันด้วยความราบรื่นตลอดเวลาแหงๆ บางคราคงต้องมีมั่งอ่ะที่ไม่เข้าใจกัน, พูดไม่ถูกหู หรือพูดกันไปพูดกันมา ตอนเริ่มต้นก็พูดภาษาดอกไม้กันดีหรอก แต่ปิดท้าย...ว้าย! ทำไมฟังแล้วแสลงหูจังฟะ เห็นมะโอกาสที่แฟนกันจะเข้าใจผิดน่ะมีเยอะเนอะอ่ะ งั้นมาไล่เรียงกันดูเถอะ ว่ามีตัวการอะไรบ้างน้าที่สามารถสั่นคลอน ความรักของคู่เลิฟให้ (เกือบ) ไปกันไม่รอดได้บ้าง เช่น...... 1.มีพวกยุให้รำตำให้รั่วอยู่รอบๆ ตัวคู่รักไงเล่าสงสัยคู่ของเราจะเป็นคู่กรรมแฮะ เพราะคนที่อยู่รายล้อมรอบเราน่ะเสล่อชอบสอดรู้ สอดเห็นเรื่องชาวบ้าน แถมแค่นี้ยังไม่พอซะด้วยนะ ยังชอบวิพากษ์วิจารณ์คู่ของเราแบบเสียๆหายๆ ซึ่งไอ้เรื่องที่นำมาพูดน่ะ ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องปั้นน้ำ เป็นตัวทั้งนั้นแหละ หรือถ้ามีความจริงอยู่มั่งก็นิดหน่อยเหตุนี้ต่อให้ใจของคู่รักมั่นคงต่อกันเพียงใด แต่หากเผลอไผลไปได้ยินได้ฟังไอ้พวกไม่ประสงค์ดี ต่อคู่รักคู่นั้นบ่อยๆ เป็นใจใครก็ต้องหวั่นไหวมั่งละน่าแล้วสงสัยไหมว่า ทำไมพวกบ้าบอคอแตกเหล่านี้ถึงอยากทำให้คู่ของเราแตกแยกกันนัก? ปุจฉาข้อนี้ก็ง่ายมาก เพราะ พวกนี้เห็นคนอื่นมีความสุขไม่ได้น่ะซี ต้องคอยอิจฉาริษยาคอยตามรังควานไม่ให้คู่รักคู่นั้นแฮปปี้ เอนดิ้ง ไม่งั้นเดี๋ยวพวกนี้จะอกแตกตายกันละมั้ง ถึงต้องคอยเป็นมาร คอหอยและมารความรักคนอื่นเค้าอยู่ได้ ดังนั้น ใจคอของคู่รักจึงต้องหนักแน่นเอาไว้นะจ๊ะ ขืนเต้นไปตามแรงอิจฉาของพวกนี้ ก็เสร็จกันพอดี 2. มีมือที่ 3 โฉบเฉี่ยวเข้ามายั่วกิเลสให้เบรกแตกกันไปข้างไอ้หยา ถ้าขืนความรักของคุณถูกพวกชอบตื๊อ เข้ามากวนประสาททำลายบรรยากาศรักละก็ คู่รักคู่นั้นควรตั้งสติเพื่อรับมือกับ "พวกชอบแย่งแฟนชาวบ้าน" ร่วมกันให้ดีๆนะฮ้า อย่าปล่อยให้พวกชอบทำตัวเป็นมือที่สามใช้มารยาทำทีมากระแซะกระเซ้าและหลอกล่อให้สมาธิของคู่รักฝ่ายใดฝ่ายนึงไขว้เขวหรือตบะแตกเข้าล่ะ เพราะหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหลงละเมอไปกะไอ้พวกนี้เพียงครั้งเดียวละก็ คิดรึว่า ต่อไปอีกฝ่ายจะเชื่อใจคู่รักของตัวเอง...ไม่มีทาง! ดังนั้น หากคู่รักคู่ใดเจอ "พวกชอบรักคนมีเจ้าของ" เมื่อไหร่ ต้องช่วยกันปิดหูปิดตาตัวเอง ไว้ดีๆ อย่าให้มันยั่วยวนจนเอาชนะกิเลสไปได้เชียว 3. ฐานะของคู่เลิฟที่แตกต่างกันจนเว่อร์ ก็อาจทำให้ไปกันไม่รอดได้เอ้าคิดดูนะ ถ้าฝ่ายชายเป็นหนุ่มชาติตระกูลดี แถมครอบครัวมีตังค์ เกิดไปจับคู่กับสาวชาวบ้านขาย ส้มตำน้ำตกเข้า รับรอง ครอบครัวของพวกเค้าเองนั่นแหละที่จะอึดอัดกับความรักของคู่นี้ โดยเฉพาะครอบครัวของฝ่ายชาย คงพยายามเบรกลูกชายไว้สุดฤทธิ์ เพราะอยากให้ไปรักคนที่มีฐานะใกล้เคียงกับพวกเค้ามากกว่าน่ะเซ่ แต่ว่าไปถ้าเกิดฝ่ายหญิงรวยโคตรเป็นไฮโซละก็ แปลกแฮะที่ฝ่ายชายมัก ได้รับการยอมรับให้เป็นแฟนง่ายกว่าแฮะ ถ้างั้น เวลาจะคว้าใครมาเป็นแฟนควรดูตาม้าตาเรือสักนิดก่อนว่า ไม่ได้มีฐานะต่างกันสุดขั้วเกินไปแน่นะ ไม่งั้นเดี๋ยวรักของคู่นี้จะมีปัญหา เตือนเพราะรักจริงๆนะน้อง 4. แล้วถ้ารักแท้เกิดแพ้ระยะทางขึ้นมาล่ะ ก็มีสิทธิ์ทำให้แตกกระเจิงกันได้เวลามีความรัก ขอบอกเลยจ๊ะว่า อย่าพยายามแยกห่างจากกันแบบไปอยู่ไกลหูไกลตากันนานๆ... ขอเน้นคำว่าห่างกันนานๆ เชียวนะ เพราะคู่ที่ห่างกัน ด้วยระยะทางเนี่ย มีความเป็นไปได้มากน่ะสิว่า แต่ละฝ่ายจะไปเจอสิ่งใหม่ๆ, บรรยากาศใหม่ๆ, แม้แต่คนใหม่ๆ จนทำให้ "ความรักที่ไม่ค่อยได้เห็นหน้าค่าตากัน" อ่อนพลังลงไปจนแทบไม่เหลือความผูกพันให้กันแล้วน่ะซี 5. ช่องว่างระหว่างวัย ถ้าห่างกันมากไปอาจไม่ใช่รักแท้ก็ได้เพราะรักต่างวัย ดูไปคล้ายกับผู้ใหญ่แอบมีกิ๊กหรือเลี้ยงเอ๊าะๆไว้เล่นๆซะมากกว่าน่ะสิ แต่แหม เรื่องนี้จะให้ฟันธงไปซะทุกคู่ก็ไม่ได้ เนื่องจากบางคนเค้าชอบมีคู่ใจที่อายุมากกว่าหรือน้อยกว่ากันจริงๆก็มีนี่หว่า โถ...ขอให้ใจเราตรงกัน เรื่องอายุมันก็แค่ตัวเลข 555 6. วันหยุดที่ไม่ตรงกัน แล้วจะแสดงความรักให้ซึ้งใจกันได้ไงวุ้ยถ้าคุณทำงานเป็นกะ ส่วนเค้าทำงานตามเวลาราชการ แล้วคุณทั้งสองก็มีวันหยุดไม่ตรงกันซะด้วย เพราะเค้าอาจได้หยุดวันเสาร์อาทิตย์ เดะๆ ส่วนวันหยุดของคุณมีการหมุนไปเป็นวันธรรมดาซำเหมอ นี่ก็เป็นอีก 1 อุปสรรครักนะยะที่ทำให้พวกคุณ ไม่ค่อยมีเวลาส่วนตัวที่จะหนุงหนิงกันเหมือนคู่รักคู่อื่นๆดังนั้น เวลาที่พวกคุณจะได้อี๋อ๋อออเซาะกันแต่ละทีก็ต้องนัดกันให้ดีๆ เพราะเวลาที่มีแตกต่างกัน นี่ไม่ใช่เรื่องที่จะปรับเข้ากันได้ง่ายๆ เลยนะ เหตุนี้ ความเข้าอกเข้าใจกันจึงเป็นสิ่งจำเป็น แต่บางคู่ก็บอกชอบนะที่มีเวลาไม่ตรงกันอย่างนี้ เพราะจะได้ไม่เบื่อหน้ากันอย่างรวดเร็วไง! งั้นขอให้เลิฟกันนานๆ นะ
ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

.. ทำไมจึงชื่อ " วันวาเลนไทน์ " ..

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ของทุกปีเป็น วันวาเลนไทน์ ซึ่งพวกหนุ่มสาวมักจะรีบไปซื้อบัตรส่งทักทายกันส่งใจถึงกัน นับเป็นความนิยมมากขึ้น ประเพณีนี้เข้ามาสู่ประเทศไทยทีละเล็กละน้อย และดูเหมือนจะเป็นที่นิยมมากขึ้นทุกปี เป็นประเพณีที่หนุ่มสาวนิยมกันมากเป็นพิเศษที่สหรัฐอเมริกาและที่ประเทศอังกฤษทำไมจึงมีชื่อว่า “ วันวาเลนไทน์ ” และความหมายที่แท้จริงของวันนี้คืออะไร? และมาจากไหน?นักบุญ วาเลนไทน์ (Valentine) เป็นสงฆ์คาทอลิกองค์หนึ่งที่ได้ถูกประหารชีวิตในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ คริสตศักราช 270 ในสมัยพระเจ้าจักรพรรดิโรมัน เกลาดิอุส ที่ 2 ( Clanoius) โดยแท้จริงแล้วท่านนักบุญไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับประเพณีการเลือกคู่ หรือหาคู่ หรือหาแฟน หรือความรัก ความสนใจระหว่างหนุ่มสาว ท่านก็ไม่ได้ไปเกี่ยวข้องด้วยเลย ถ้าเช่นนั้นแล้ว ทำไมจึงเลือกนักบุญองค์นี้มาเป็นองค์อุปถัมภ์สำหรับผู้ที่กำลังหาคู่ เลือกคู่หรือเลือกแฟนกันได้เล่า ? เหตุผลที่ค้นพบได้ก็คือ ที่มาของวันวาเลนไทน์ ไม่ขึ้นอยู่กับคนผู้นี้ แต่ขึ้นอยู่กับวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ประเพณีเลือกคู่ หรือหาคู่นี้มีมาแต่โบร่ำโบราณในทุกชาติ ดูเหมือนกับว่าได้เกิดขึ้นพร้อมกับวิวัฒนาการของมนุษย์ก็ว่าได้ ประเพณี วาเลนไทน์ นี้ก็มีต้นเหตุหรือ ที่มาสมัยที่จักรวรรดิโรมันแผ่อิทธิพลไปทั่ว ชาวโรมันสมัย โบราณมีการฉลองเทพเจ้าองค์หนึ่งชื่อ ลูแปร์คูส (Lupercus) ซึ่งตรงกับวันที่ 15 กุมภาพันธ์ และถือว่าเป็นการฉลองใหญ่ ส่วนหนึ่งของการฉลองใหญ่นี้ก็จะเป็นการจัดงานหาคู่ของพวกหนุ่มสาว ซึ่งจัดขึ้นในวันก่อนวันฉลองใหญ่ 1 วัน คือวันที่ 14 กุมภาพันธ์ นี้จะถือโอกาสให้พวกหนุ่มสาวเสนอตัวเป็นคนรักกันชั่วระยะเวลา 1 ปี ช่วงนี้จะเรียกว่าเป็นช่วงทดลองมิตรภาพเพื่อดูว่าทั้งคู่จะมีนิสัยใจคอเข้ากันได้หรือไม่ ชาวโรมันเป็นคนศรัทธาในเทพเจ้า และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ก็มีความเชื่อกันว่าพวกตนมีเทพเจ้าองค์หนึ่งซึ่งเขาขอให้เป็นผู้ดูแลความรักของเขาในระหว่างช่วงระยะเวลาการทดลองเป็นคู่รักกัน 1 ปี นั้น เทพเจ้าองค์นี้เป็นหญิงชื่อเทพธิดา Juno Februata ซึ่งตาม เทพนิยายของชาวโรมันเป็นมเหสีของ Jupiter องค์มหาเทพเจ้าทั้งหลายครั้นต่อมา เมื่อชาวโรมันส่วนใหญ่กลับใจมาถือศาสนาคริสต์ (ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 4 ) ประเพณีของหนุ่มสาวที่จะหาคู่เพื่อทดลองเป็นคนรักกัน เพื่อจะแต่งงานกันในเวลาต่อไปนั้นก็ยังนิยมทำกันอยู่ แม้ว่าจะเป็นคริสตชนแล้วก็ตาม ฉะนั้นเขาก็ยังรักษาประเพณีการเลือกคู่ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์นั้นอยู่ตลอดมา เพียงแต่ว่าหนุ่มสาว โรมันชาวคริสต์ได้หันมาเปลี่ยนตัวผู้อุปถัมภ์องค์ใหม่ เพราะคริสตชนไม่นับถือเทพเจ้าหรือเทพธิดาอย่างกาลก่อน เขาจึงหันมาเลือกหานักบุญในคริสตศาสนาที่มี วันฉลองในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ซึ่งก็มี นักบุญวาเลนไทน์องค์นี้เอง จึงขอยืมชื่อท่านมาเป็นองค์อุปถัมภ์แทนเทพเจ้าเดิมของชาวโรมัน เรื่องราวความเป็นมามีดังนี้ ฉะนั้นถ้าท่านนักบุญมีชีวิตอยู่ท่านอาจรู้สึกงงงวยในตำแหน่งที่หนุ่มสาวได้เลือกตั้งและแต่งตั้งให้ท่านเป็นผู้อุปถัมภ์ โดยที่ท่านไม่ได้รู้เรื่องทางโลกของหนุ่มสาวด้วยเลยแม้แต่น้อยความรักระหว่างหนุ่มสาวนั้นอาจจะเผชิญกับอันตรายบางอย่าง และอาจจะเป็นโอกาสให้พลังและความรักนั้นทำลายความสัมพันธ์อันสูงส่งระหว่างหนุ่มสาวนั้นเอง ความหมายของการมี วันวาเลนไทน์ นี้ก็คือการช่วยหนุ่มสาวหาวิธีการเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันด้วยใจบริสุทธิ์ความหมายเห็นได้ชัดในคำว่า “You are my Valentine” ที่มักจะเขียนลงในบัตรส่งใจถึงกันและกัน ประโยคตามความหมายเดิม หมายถึงว่า “ข้าพเจ้าขอเสนอตัวเป็นเพื่อนสนิทของท่านในช่วงเวลา 1 ปี และข้าพเจ้าพร้อมที่จะตกลงแต่งงานกับท่าน ถ้ามิตรภาพของเรานี้เป็นสิ่งที่ยืนยง”
ลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างหนุ่มสาวที่จะช่วยให้ก้าวหน้าในความรักที่แท้จริงนั้น ก็ควรจะประกอบด้วย 3 ข้อด้วยกัน ดังนี้
1. ให้รู้จักกันทั้งในด้านดี ในด้านเสีย และข้อผิดพลาดซึ่งต่างก็มีอยู่ และยอมรับซึ่งกันและกันในข้อเหล่านั้น 2. ให้เคารพและเห็นใจกัน โดยเสียสละต่อกันเพื่อให้คนรักของตนได้รับความดี และความสุขใจในทางที่บริสุทธิ์งดงาม3. ให้มีการปรับปรุง และเปลี่ยนนิสัยของตนในส่วนที่บกพร่อง เพื่อจะอยู่กันด้วยความสุขในอนาคต
ลักษณะทั้งสามดังกล่าวนี้ คงจะเป็นประโยชน์สำหรับหนุ่มสาวไทยไม่เฉพาะ ในวันวาเลนไทน์หรือสำหรับกลุ่มที่นิยมประเพณีต่างประเทศเท่านั้น แต่สำหรับทุกคู่ที่แสวงหาวิธีการเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกันอัน จะนำไปสู่ความรักที่มั่นคงและยั่งยืนชั่วชีวิต
ที่มา : educatepark