วันพฤหัสบดีที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2553

วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

กาแฟสดรสชาดดี

กาแฟสดที่มีรสชาดดีนั้น ไม่ใช่แค่ชงเพียงเท่านั้น ยังมีองค์ประกอบอีกหลายอย่างหลายประการที่จะเนริมิตรให้กาแฟสดมีรสชาดที่ดีได้
ทำอย่างไรจึงจะทำให้กาแฟสดมีรสชาดดี
ความ หมายของกาแฟสดรสชาดดี จะรวมไปถึงมีกลิ่นที่หอมกรุ่น รสชาดนุ่มนวลและกลมกล่อม บรรดาคอนักดื่มกาแฟสดเมื่อดื่มแล้วต้องติดใจในรสชาดอย่างไม่รู้ลืม ซึ่งมีน้อยคนที่จะทำได้เช่นนี้ จะทำได้ต้องใส่ใจในแต่ละรายละเอียดในแต่ละขั้นตอนต่างๆจึงจะได้กาแฟสดรสชาด ดีมีคุณภาพอย่างที่ตั้งใจ

ปัจจัยที่มีผลต่อรสชาดของกาแฟ
ถ้า หากร้านกาแฟของคุณต้องการให้กาแฟมีรสชาดอร่อยกว่าร้านอื่น คุณจะต้องทราบว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่มีผลต่อรสชาดของกาแฟ ซึ่งปัจจัยที่มีผลโดยตรงต่อรสชาดของกาแฟมีด้วยกัน 5 ส่วนดังนี้
1. ชนิดของกาแฟ การ เลือกกาแฟ ผู้ขายจะต้องเรียนรู้ว่ากาแฟอะไร มีกลิ่นหอม และรสชาดที่แตกต่างกันอย่างไร และใช้กาแฟบด หรือกาแฟสำเร็จรูป ในกลุ่มของกาแฟคั่วบด จะแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ
- สเตรทคอฟฟี่ (Straight coffee) หมายถึง พันธุ์อาราบิก้าแท้ 100% ที่มาแหล่งปลูกเดียวกัน เช่น บราซิล เคนย่า จาไมก้า บลูเม้าเท่น เป็นต้น
- คอฟฟี่ เบล็นด์ เป็นการใช้กาแฟผสมกัน เช่น พันธุ์อาราบิก้าผสมกับ โรบัสต้า หรือใช้พันธุ์อาราบิก้า 2 ชื่อขึ้นไปผสมกัน
2. การคั่วบด กาแฟ ที่มีรสชาดอ่อน และรสเข้มนั้น เกิดจากการคั่วบด และวิธีการบดหยาบหรือละเอียด ซึ่งก็เป็นตัวแปรอีกประการหนึ่งของรสชาดของกาแฟแตกต่างกัน กาแฟที่บดหยาบรสชาดจะอ่อนกว่ากาแฟที่บดละเอียด ก่อนบดกาแฟทุกครั้งขอให้แน่ใจว่าเป็นกาแฟชนิดไหน เพื่อให้ได้ขนาดของเกล็ดกาแฟที่เหมาะกับอุปกรณ์ โดยหลักของการบดกาแฟที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับ ระยะเวลาของน้ำชงผ่านกาแฟ เพราะฉะนั้นเวลาที่ใช้ในการชงกาแฟ ยิ่งเร็ว เกล็ดของกาแฟ จะยิ่งละเอียด หรือเวลาที่ใช้ในการชงกาแฟยิ่งช้า เกล็ดของกาแฟจะยิ่งหยาบลง
3. วิธีการชง วิธี การชงกาแฟจะมีหลายแบบด้วยกัน คือแบบกระดาษกรอง แบบใช้แรงดัน หรือแบบเครื่องชงอัตโนมัติ ซึ่งวิธีการชงก็จะมีผลที่ทำให้รสชาดของกาแฟออกมาไม่เหมือนกัน
4. ส่วนผสมพิเศษต่าง ๆ ชนิด ของส่วนผสมพิเศษ เช่น น้ำตาล ครีม ทำให้รสชาดของกาแฟแตกต่างกันออกไป จะเห็นว่าแต่ละร้านมีการเลือกส่วนผสมที่หลากหลาย เช่น คาปูชิโน บางแห่งก็ใช้นมสด บางแห่งให้นมถั่วเหลือง และไซรัปที่ใส่ในกาแฟ ช็อคโกแลต คาราเมล วานิลา น้ำผึ้ง เครื่องเทศ สุรา ไอศกรีม และวิปปิ้งครีมต่าง ๆ สามารถนำมาประยุกต์ทำเป็นสูตรของตัวเองที่ทำให้รสชาดที่แตกต่างไปจากร้านอื่นได้
5. การเก็บรักษา กาแฟ ที่สัมผัสกับอากาศนั้นจะทำให้กลิ่นหมดไปและมีผลต่อรสชาด ดังนั้นผู้ที่ขายกาแฟจะต้องให้ความสำคัญ ศึกษาวิธีการเก็บรักษา ควรเก็บกาแฟคั่วบดให้อยู่ในภาชนะที่ปิดสนิท ไม่ให้อากาศหรือความชื้นเข้าได้ วางให้ห่างจากอาหารที่มีกลิ่นแรง ห่างจากแสงแดด และเก็บในอุณหภูมิห้องปกติ ควรเลือกขนาดภาชนะให้เหมาะกับปริมาณกาแฟ เพื่อขจัดช่องว่างของอากาศให้น้อยที่สุด ควรซื้อกาแฟให้พอใช้ของแต่ละรอบ เพื่อให้ได้กาแฟที่ใหม่ สดเสมอ ควรล้างและเก็บรักษาอุปกรณ์การชงกาแฟ ให้สะอาดทั้งก่อนใช้และหลังใช้อยู่เสมอ

การจะทำให้กาแฟสดมีรสชาดดีต้องเริ่มตั้งแต่การคัดเลือกเมล็ดกาแฟที่ดีๆเป็นที่นิยมของคนทั่วไป
ขั้นตอนต่อไปก็คือการคั่ว
เมล็ด กาแฟ ซึ่งเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ซึ่งต้องอาศัยความชำนาญและประสบการณ์ รสชาดของกาแฟสดจะดีไม่ดีก็อยู่ที่จุดนี้ด้วยส่วนหนึ่ง การคั่วเมล็ดกาแฟมี 3 ระดับด้วยกันดังนี้
1. การคั่วกาแฟอ่อน จะใช้อุณหภูมิประมาณ 200-210 องศาเซลเซียส
2. กาแฟคั่วปานกลาง จะใช้อุณหภูมิประมาณ 210-220 องศาเซลเซียส
3. กาแฟคั่วเข้ม จะใช้อุณหภูมิประมาณ 220-240 องศาเซลเซียส
การใช้เวลาคั่วที่เหมาะสมก็มีส่วนทำให้กาแฟสดที่ออกมามีรสชาดดี
การ เก็บกาแฟสดที่ผ่านการคั่วแล้ว ควรเก็บให้มิดชิด เก็บในภาชนะที่ปิดสนิท ไม่ให้มีอากาศและความชื้นเข้าได้ ซึ่งจะมีส่วนทำให้กาแฟสดมีรสชาดดีเช่นกัน
การ ชงกาแฟสด ควรใช้ผงกาแฟที่ผ่านการคั่วและบดใหม่ๆในทุกๆครั้งไป ปริมาณผงกาแฟสดที่ชงต่อถ้วยประมาณ 8-10 กรัม ภาชนะที่ใช้ชงต้องสะอาดปราศจากกลิ่น ฝุ่น ผงใดๆ ห้ามนำกาแฟสดที่ผ่านการชงมาแล้วกลับมาชงใหม่เป็นเด็ดขาด สำหรับอุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับชงกาแฟสดให้มีรสชาดดีจะอยู่ที่ 94 องศาเซลเซียส

เวลาทำกาแฟร้อน อย่าลืมลวกแก้วเซรามิคให้ร้อนก่อน ไม่เช่นนั้นกาแฟจะสูญเสียความร้อนไปกับถ้วยที่เย็น โดยเฉพาะในห้องแอร์ ทำให้กาแฟเย็นเร็ว การสังเกตอุณหภูมิ ให้ดูที่ไฟสีเขียวที่ติดที่หน้าเครื่อง ไฟจะติดในขณะที่ต้มน้ำ เมื่อได้อุณหภูมิที่94-100 เทอร์โมสแตทก็จะตัด ไฟสีเขียวก็จะดับ แสดงสถานะพร้อมใช้ ให้ชงในขณะน้ำร้อนๆ จะได้รสชาดกาแฟดี
นี่คือแทคติคเล็กๆน้อยๆที่จะทำให้กาแฟสดของคุณมีรสชาดดี ถูกคอถูกใจนักดื่มอย่างไม่มีวันลืม เป็นเกร็ดความรู้เล็กน้อยที่นำมาฝากเจ้าของร้านกาแฟมืออาชีพที่ควรปฏิบัติ ให้เป็นรูปธรรม

เทคนิคการชงกาแฟให้อร่อย

@ ใช้กาแฟคั่วบดที่ใหม่สดเสมอ จะมีรสชาดดี

@ บดกาแฟให้ได้เกล็ดเหมาะกับอุปกรณ์กาแฟที่ใช้ (หยาบ ปานกลาง ละเอียด ผง)

@ ใช้ปริมาณกาแฟให้เพียงพอต่อการชง 1 ถ้วย ปกติกาแฟ 1 ถ้วย ใช้กาแฟคั่วบด 8-10 กรัม แต่ถ้าชงกาแฟ ในน้ำที่กระด้างมาก หรือชงกาแฟที่ใส่นมควรเพิ่มกาแฟคั่วบดให้มากขึ้นเล็กน้อย

@ ใช้น้ำสะอาด ปราศจาก ตะกอน สี กลิ่น รส

@ น้ำร้อนที่มีอุณหภูมิเหมาะสมในการชงกาแฟ คือ อุณหภูมิ 94 องศา เซลเซียส หรือน้ำร้อนหลังจากที่เดือดและปล่อยทิ้งไว้สักครู่ ไม่ควรใช้น้ำร้อนที่เดือดจัดชงกาแฟ เพราะจะทำให้ผงกาแฟไหม้ หรือถูกลวกอย่างแรง ทำให้น้ำกาแฟที่ได้จะมีรสขมเข้ม

@ กรณีที่อากาศเย็น ควรลวกถ้วยกาแฟให้ร้อนก่อนเทน้ำกาแฟลงไปในถ้วนกาแฟ

@ ดื่มกาแฟที่ชงเสร็จใหม่ ๆหรือที่กำลังร้อนๆอยู่ จะได้ความหอมกรุ่นและรสชาดดี

@ ไม่ควรนำผงกาแฟที่ใช้แล้วมาชงซ้ำอีก

กาแฟสดถ้าจะให้อร่อยและรสชาดดี หอมกรุ่นกลิ่นไอของกาแฟต้อมดื่มในขณะที่กาแฟในแก้วยังร้อนระอุอยู่ จะได้รสชาดของกาแฟที่นุ่มนวล

มารู้จักการ แต่งตัว แต่งหน้า แบบ เกาหลี ญี่ปุ่น กัน

แฟชั่น เกาหลี ญี่ปุ่น


แฟชั่น เกาหลี


แต่ก่อนนั้น เรื่องแฟชั่นเราต้องยกให้ชาวญี่ปุ่นเค้า ไม่ว่าจะแต่งหวานๆ แต่งแปลกๆ แต่งเท่ๆ เก๋ไก๋ แต่ทุกวันนี้เรารับกระแสเกาหลีเข้ามาตั้งแต่ แดจัง กึม ฟูลเฮ้าส์ ดงบังชินกิ วันเดอร์เกิล์ล ฯลฯ ดังนั้นหากพูดถึงเรื่องแฟชั่นแล้ว ปัจจุบันนี้คงจะหนีไม่พ้นแฟชั่นที่มาแรงแซงทางโค้ง นั่นก็คือ "แฟชั่นสไตล์เกาหลี" กระแสนิยมที่กำลังมาแรงในปัจจุบัน

แฟชั่นในยุคนี้ "เทรนด์เกาหลี" เริ่มเข้ามาในสังคมไทยเรามากสุด ๆ เมื่อพูดถึงคำ ๆ นี้คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักนะคะ กระแสที่มาแรงทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็น อุตสาหกรรมทางด้านการบันเทิง ดารา นักร้อง ซีรี่ส์ต่าง ๆ ในด้านของภาษาก็เป็นที่นิยมไม่น้อยหน้ากันเลยทีเดียว เดี๋ยวนี้มีจำนวนนิสิตนักศึกษาไม่ น้อยที่สนใจและเลือกเรียนภาษาเกาหลีมากขึ้น พวกเราเริ่มรู้จักวัฒนธรรมเกาหลีกันมากขึ้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นด้านอาหารการกิน การทักทาย
และแฟชั่นเสื้อผ้า เพราะว่าคนเกาหลีเน้นสวมเสื้อผ้าตามฤดูกาลแตกต่างกันไป แต่ละฤดูมีลักษณะการแต่งกายที่ไม่เหมือนกัน เช่น


แฟชั่น เกาหลี


+ ฤดูใบไม้ผลิ หรือที่ภาษาเกาหลีเรียกว่า "พม" ฤดูนี้เสื้อผ้าจะเน้นสีเสื้อผ้าที่ฉูดฉาด สดใส เสื้อผ้ามีหลากหลายสไตล์ด้วยกัน


แฟชั่น เกาหลี


+ ฤดูร้อน หรือที่ภาษาเกาหลีเรียกว่า "ยอรึม" ในฤดูนี้เสื้อผ้าจะเน้นสีสดใสเช่นกัน แต่โทนสีอ่อนลงมากกว่า ลักษณะเสื้อผ้าจะเป็นเสื้อกล้าม เสื้อสายเดี่ยว กางเกงขาสั้น กางเกงสามส่วน เป็นต้น


แฟชั่น เกาหลี


+ ฤดูใบไม้ร่วง หรือที่ภาษาเกาหลีเรียกกันว่า "คาอึล" ในฤดูนี้เสื้อผ้าจะเน้นเสื้อผ้าสีทึบๆ มืดๆ เช่น สีน้ำเงิน สีน้ำเงินเข้ม สีกรมท่า สีน้ำตาล


แฟชั่น เกาหลี


+ ฤดูหนาว หรือที่ภาษาเกาหลีเรียกกันว่า "คยออูล" ฤดูนี้เสื้อผ้าส่วนใหญ่เน้นสีดำเป็นหลัก เสื้อแขนยาวสีเข้ม เสื้อกันหนาวสีดำ เสื้อไหมพรมใส่คู่กับผ้าพันคอสีเข้มๆ


เสื้อสไตล์เกาหลี โดยส่วนใหญ่แล้วจะใส่เสื้อสองตัวซ้อนกัน เหตุเป็นเพราะว่าอากาศในประเทศเกาหลีค่อนข้างหนาวเย็น เพราะฉะนั้นจึงเน้นเสื้อตัว
ยาว ๆ โทนสีอาจตัดกันหรือเป็นโทนเดียวกัน ขึ้นอยู่กับความชอบ ส่วนกางเกง มักเป็นกางเกงประมาณเข่า มีผ้าผูกเอวประดับแทนเข็มขัด ในฤดูหนาวจะเป็นกางเกงขายาวแทน

สำหรับ ผู้หญิง ก็จะเป็นกระโปรง ส่วนใหญ่แล้วออกแนวหวาน ๆ น่ารัก ๆ หากเป็นกระโปรงสั้น นิยมใส่เล็กกิ้งไว้ด้านใน แต่ส่วนมากผู้หญิงเกาหลีนิยมใส่ชุดแซ็ก

+ รองเท้า ใส่รองเท้าส้นสูงเป็นหลัก หรือรองเท้าบู๊ต อาจจะเป็นเพราะสภาพอากาศ ลักษณะสีสันออกโทนสีพื้น ๆ
+ เครื่องประดับ ส่วนใหญ่ใช้เพชรคริสตัลเป็นส่วนประกอบ ลักษณะเหมือนทองคำขาว เงิน ไม่นิยมนำทองมาเป็นส่วนประกอบนะคะ
+ ทรงผม เน้นความเป็นธรรมชาติ นิยมดัดเป็นลอน ๆ คลื่น ๆ ทำผมให้ดูยุ่ง ๆ เป็นธรรมชาติ ทรงนี้สามารถทำได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย
+ เครื่องประดับผม ที่กำลังเป็นที่นิยมกันในตอนนี้ คือ "ที่คาดผมแบบทูอินวัน" (คาดหนึ่งอันแต่ดูเหมือนมีสองอัน) มีลักษณะแยกเป็นสองแฉกด้วยกัน มีสีสันสดใส มีลักษณะเป็นเพชร วับ ๆ หรือตามวัสดุที่ประดิษฐ์มา หรือเป็นกิ๊บติดผมแนวน่ารัก ๆ กุ๊กกิ๊ก



แต่งหน้า เกาหลี



รวมไปถึง "แฟชั่นการแต่งหน้าแบบเกาหลี" ที่เป็นกระแสมาแรงสุด ๆ ในตอนนี้ การแต่งหน้าแบบเกาหลีจะเน้นแบบธรรมชาติเป็นหลัก การแต่ง
หน้าแบบนี้คนไทยเราก็กำลังฮิตกันมาก ๆ ลักษณะการแต่งหน้าแบบนี้ นอกจากจะดูสวยอย่างธรรมชาติแล้ว ยังให้ความรู้สึกที่สดใสอีกด้วย


แต่งหน้า เกาหลี

1. คนเกาหลีเวลาแต่งหน้าจะเน้นที่ "ดวงตา" เป็นหลัก อาจเป็นเพราะว่าคนเกาหลีมีจุดอ่อนที่ตา หมายถึง ตาตี่ และมีชั้นเดียว สามารถลังเกตได้
จากการที่คนเกาหลีทำศัลยกรรม ส่วนใหญ่แล้วคนเกาหลีเน้นทำตาสองชั้นเป็นหลัก แต่สำหรับคนที่ไม่ทำศัลยกรรมจะมีการแต่งดวงตาให้ดูคมชัดขึ้น และเป็นธรรมชาติ โดยเลือกสีอายแชโดว์ให้เข้ากับสีผิว หรือสีขนตา และควรใช้ประมาณ 3 สี โดยทาไล่ตามเฉดโทนอ่อนที่สุดไปจนถึงเข้มที่สุด และ ลงสีที่หนึ่งที่เป็นโทนสีอ่อนสุดบริเวณเปลือกตา ทาสีที่สองลงตรงบริเวณจุดกึ่งกลางของตา และเกลี่ยขึ้นข้างบน แล้วไล่สีที่สามจากหางตามาถึงบริเวณกึ่งกลางตาแล้วเกลี่ยขึ้น ลงสีที่เข้มที่สุดตามแนวชิดขอบตาอีกครั้ง และเกลี่ยให้เรียบเนียน

2. ถ้าอยากให้ดวงตาดูสวยคมชัดยิ่งขึ้น อย่าลืมเขียนขอบตาด้วย แต่ควรเป็นชนิดเค้กอายไลเนอร์ เพราะดูซอฟต์เป็นธรรมชาติมากกว่า และไม่ควร
เขียนแบบตวัดปลายขึ้น เขียนสีดำเฉพาะขอบตาบนเท่านั้น ซึ่งจะลากให้เป็นเส้นเล็กที่สุดโดยแทรกเข้าไประหว่างขนตา ค่อย ๆ แทรกซึมเข้าไปจากหัวตาจนถึงหางตาเท่า ๆ กัน และใช้แปรงเกลี่ยเพื่อไม่ให้เห็นเป็นเส้นขอบวาด






3. ส่วนขอบตาล่าง ให้ใช้สีขาวเขียนที่ขอบตา โดยเขียนที่ขอบตาด้านใน อีกเทคนิคที่ทำให้ดวงตาดูมีเสน่ห์น่าค้นหามากยิ่งนั่นคือใส่ขนตาปลอม
ซึ่งนิยมแซมขนตาแบบที่เป็นช่อ เพราะดูเป็นธรรมชาติมากกว่าเป็นแผง การดัดขนตาให้งอนเริ่มจากโคนไล่ขึ้นไปที่ปลายและปัดมาสคาร่าทั้งขนตาจริงขนตาปลอมพร้อมกัน วิธีนี้ทำให้ขนตาจริงกับขนตาปลอมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกัน ดูเป็นธรรมชาติ

ส่วนการแต่งตัวแบบชาวญี่ปุ่น ก็ยังไม่ได้หายไปไหน แต่บางคนอาจไม่รู้ว่า ที่เค้าแต่งๆ กันนั้น เรียกว่ายังไง วันนี้เย็นตาโฟรวบรวมมาให้อ่านกันค่ะ


แฟชั่น ญี่ปุ่น


แฟชั่น ญี่ปุ่น


แฟชั่น วัยรุ่นสไตล์ญี่ปุ่นตอนนี้ที่มาแรงสุดๆ ก็คงจะเป็น เสื้อผ้า ประเภท Gothic & Lolita และ Punk เรามาเริ่มรู้จักกันเลยดีกว่าว่าแต่ละสไตล์เป็น
อย่างไร...



แฟชั่น ญี่ปุ่น
Gothic (โกธิค)
แฟชั่น แนวนี้ส่วนมากจะเน้นไปในเรื่องของโทนสีที่ดูครึมๆ ลึกลับๆ ซึ่งเป็นแฟชั่นแบบ “Dark Style” มักจะเป็นสีดำซะส่วนใหญ่ แต่ก็อาจจะมี
ส่วนประกอบเป็นสีขาว หรือสีแดง ตามแต่สไตล์ของแต่ละคน

ที่ มาของแฟชั่นแนวนี้มาจากทางยุโรปเหนือและแถบอังกฤษค่ะ ซึ่งต้นกำเนิดอยู่ที่ชาวพื้นเมือง เรียกว่า “ชาวโกธิค” ซึ่งเราจะเห็นแฟชั่นสไตล์นี้ในหนัง ผี เช่น พวกท่านเคาน์, แวมไพร์ หรือพวกแม่มดในเทพนิยายที่ดูเรียบแต่หรูนั่นเอง หรือถ้าใครเคยอ่านหนังสือการ์ตูนเรื่อง “หนุ่มหล่อเฟี้ยว แปลงโฉมสาว” (Yamatonadeshiko) ก็จะเห็นการแต่งการสไตล์ Gothic ในเรื่องด้วยนะคะ




แฟชั่น ญี่ปุ่น
Lolita หรือ Lolita Baby (โลลิต้า)
ส่วนมากแฟชั่นแนวนี้จะเป็นที่นิยมในกลุ่มวัยรุ่นสาวๆ มากกว่า เพราะจะออกแนวหวานแหว๋วเหมือนตุ๊กตาน่ารักนะคะ เสื้อผ้าในแนวนี้จะเน้นไป
ทาง ลูกไม้ ระบาย และสีผ้าที่ดูหวานๆ เช่น สีชมพู สีขาว ซะส่วนใหญ่แฟชั่นแบบ Lolita คือการนำเอาแบบชุดของตุ๊กตาของเด็กผู้หญิงและชุดของเชื้อพระวงศ์ (พวกเจ้าหญิงน่ะคะ)นำมาประยุกต์ใช้กันให้เหมือนเจ้าหญิงน้อยๆในเทพนิยาย แฟชั่นแนวนี้เป็นที่นิยมมากในผู้ดีสมัยก่อนในแถบยุโรป เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส และได้แพร่หลายไปในอีกหลายประเทศโดยเฉพาะญี่ปุ่น

Neo Lolita (นีโอโลลิต้า)
Neo Lolita (นีโอโลลิต้า) Neo Lolita เป็นการนำสไตล์ Lolita มาประยุกต์ให้เป็นแบบที่ทันสมัย แต่ยังคงความคลาสสิกเอาไว้ เป็นแฟชั่นที่ได้รับความนิยมมากในญี่ปุ่นโดยเฉพาะสาวๆ เพราะโทนสีจะหวานๆ นอกจากนั้นยังใช้ผ้าลายสก็อตมาตกแต่งอีกด้วย

Gothic & Lolita
Gothic & Lolita แฟชั่นสไตล์ Gothic & Lolita คือ การนำเอาแฟชั่นแนว Gothic และ Lolita มารวมกัน โดยนำเอาความลึกลับของแนว Gothic และ ความหวานที่เป็นเอกลักษณ์ของแนว Lolita มาผสมผสานกันทำให้เกิดเป็นแนวใหม่ คือ Gothic & Lolita ที่เห็นเด่นชัดที่สุดคงจะเป็นเสื้อผ้าของ Mana วง Malice Mizer




แฟชั่น ญี่ปุ่น
Punk
Punk หรือ UK.Punk (พังค์) แฟชั่นสไตล์ Punk เริ่มตั้งแต่ยุคปลายของปี’60 และถิ่นกำเนิดของแฟชั่นแนวนี้คือประเทศอังกฤษ สมัยนั้นจะเริ่มใน กลุ่มเล็กในยุคที่มีการปฏิวัติและเหตุจลาจลกลางเมือง ซึ่งแนวนี้จะออกแนวรุนแรง เช่น มีการเจาะตามร่างกาย การเพ้นท์หรือสัก แฟชั่นแนวนี้จะเน้นโทนสีดำเป็นหลัก นิยมทั้งผู้หญิงและผู้ชาย นิยมแต่งหน้าและเขียนตากับปากด้วยสีดำ โดยจะมีส่วนประกอบของผ้าที่เป็นตาข่าย และเศษผ้าลุ่ยๆ ส่วนเครื่องประดับส่วนใหญ่จะเป็นเข็มขัด โซ่และหมุดเหล็ก โดยจะเห็นได้จาก วงร็อกของอเมริกานั่นเอง

Punk หรือ UK.Punk (พังค์)
JAP’Punk (เจแปนพังค์) เป็นพังค์ที่ประยุกต์ให้เข้ากับสไตล์ของญี่ปุ่น ต้นแบบมาจาก UK.Punk และการ์ตูนเรื่อง NANA ของ Ai Yazawa พังค์ในแบบญี่ปุ่นบางทีก็จะอาศัยประยุกต์ระหว่างผ้าลายญี่ปุ่นมาบวกกับการออกแบบในแนวพังค์





เด็กแนวสไตล์ญี่ปุ่น

แฟชั่น ญี่ปุ่น
แฟชั่น Gal
พูดถึงแฟชั่นญี่ปุ่นยุคแรกๆ เลย ใครๆ ก็ต้องนึกถึงสาวน้อยหน้าใส ใส่ถึงเท้ายาวๆ ย่นๆ ที่เรียกว่า
Loose Socks .. ถือว่าเป็นแฟชั่นของเด็กวัยรุ่นยุคดั้งเดิมเลยทีเดียว (ราวๆ ก่อนปี 1998) ซึ่งตอนนี้ก็ยังมีแต่งกันอยู่ แฟชั่นแบบนี้ เราเรียกว่า Gal

โดยมีกฎง่ายๆ เพียงแค่
1. มีความมั่นใจในความน่ารักของตัวเอง
2. แต่งตัวออกใสๆ น่ารักไว้ก่อน
3. พูดด้วยน้ำเสียงสูงหวาน
4. นุ่งมินิสเกิร์ต (แม้จะเป็นชุดนักเรียน) พร้อม Loose Sock เรียกได้ว่า ขายความใสล้วนๆ เลยก็ว่าได้



แฟชั่น ญี่ปุ่น




แฟชั่น Gankuro
สาวๆ จะนิยมทาหน้าทาตัวให้ดำ และย้อมผมสีทอง ใส่ไมโครสเกิร์ตและรองเท้าบูต ซึ่งเราจะเรียกว่า แฟชั่น Gankuro-หน้าดำ ซึ่งนับว่า เป็น
แฟชั่นที่หลุดโลกมากทีเดียว








แฟชั่น ญี่ปุ่น
แฟชั่น Manba
สไตล์ Manba นั้น ดูเผินๆ จะคล้ายกับกังคุโระมากทีเดียว เพราะจะทาผิวและหน้าสีดำเหมือนกัน แต่จะต่างกันตรงที่ Manba นั้นมักย้อมผมสีขาว
(หรือไม่ย้อมผม) แต่งขอบตา ขอบปากให้เป็นสีขาวมากๆ และจะไม่แต่งตัวเน้นความเท่ แต่จะเน้นความน่ารักแทน นิยามสีชมพู และมักมี Accessory น่ารักติดตัวเสมอ มักพูดลงท้ายด้วยคำว่า nyan (คล้ายเสียงแมวร้อง) ซึ่งถ้าเป็นกลุ่มผู้ชาย เราจะเรียกว่า Center Guy ซึ่งจะเน้นความน่ารักไม่แพ้กัน





แต่งหน้า ญี่ปุ่น


5 กฎเหล็ก Japanese Make Up Style
1. ผิวหน้าจะต้อง เนียน กระจ่างใส ไร้ริ้วรอย
2. ปัดแก้มด้วยสีชมพูเรื่อ หรือ สีพีช
3. ตาจะต้องดูกลมโ ต ขอบตาชัด มีประกายวิ้ง วิ้ง ขนตายาว หนา และงอน
4. คิ้วโก่งเป็นเอกลักษณ์ สีคิ้วเดียวกับสีผม
5. ปากอวบอิ่ม สีนู้ดบางใส และเคลือบกลอสเป็นเงา
10 อันดับ โรงแรมแปลกทั่วโลก


ถ้าคุณกำลังเจอปัญหากับบริการเดิมๆ การตกแต่งหรือตึกหน้าตาเดิมๆเวลาไปพักผ่อนตามโรงแรมต่างๆ โรงแรม 10 อันดับ ต่อไปนี้คือที่ๆเราขอแนะนำแบบสุดๆสำหรับนักท่องเที่ยวแบบคุณ แต่ละที่จะมีการตกแต่งที่ไม่เหมือนใคร คุณจะได้รับประสบการณ์ที่แปลกใหม่แน่นอน นี่คือ 10 อันดับ สุดยอดโรงแรมแปลกทั่วโลก ชอบโรงแรมไหนเลือกได้เลย



1. The Giraffe Manor

โรงแรม Giraffe Manor คือโรงแรมสุดหรูและพิเศษสุด ตั้งอยู่นอกเมืองไนโรบิ เมืองหลวงของประเทศเคนย่า จุดเด่นของที่นี่ก็คือ มันตั้งอยู่กลางฝูงยีราฟนั่นเอง คุณสามารถดื่มด่ำกับการทานอาหารพร้อมกับหลบคอที่ยืดยาวของยีราฟที่ยื่นเข้า มา และจากเว็บไซต์ของโรงแรม ที่นี่คงเป็นที่เดียวในโลกที่คุณสามารถให้อาหารและถ่ายรูปยีราฟได้จากโต๊ะ อาหารเช้าและหน้าห้องพักของคุณ





2. The Daspark hotel

ที่นี่อาจจะดูไม่สะดวกสบายนัก แต่โรงแรม Daspark คือการปฏิวัติรูปแบบที่พักใหม่ที่ผู้คนมากมายเริ่มชื่นชอบ โรงแรมนี้มีอยู่ที่เมือง Ottensheim ประเทศ Austria ห้องพักของที่นี่สร้างจากท่อระบายน้ำขนาด 10 ตัน และมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 6.5 ฟุต ให้คุณได้พักผ่อน





3. The Harbour Crane

โรงแรมนี้ตั้งอยู่ที่เมือง Harlingen ห่างจากเมือง Amsterdam เพียง 1 ชั่วโมง โดยห้องพักของคุณจะลอยอยู่เหนือพื้นสูงขึ้นไปบนห้องควบคุมเครนขนาดยักษ์ และคุณยังสามารถควบคุมเครนนี้ได้ทุกอย่างจากภายในห้องพักของคุณ





4. Dog Bark Park

โรงแรมที่เป็นที่ชื่นชอบของคนที่รักสุนัขแห่งนี้ ตั้งอยู่ที่เมือง Cottonwood รัฐ Idaho ด้วยรูปร่างของโรงแรมที่ถอดแบบมาจากเจ้าสุนัขพันธุ์บีเกิ้ล แขกที่มาพัก สามารถเข้าไปในตัวเจ้าบีเกิ้ลนี้จากทางเข้าที่อยู่ตรงระเบียงชั้น 2 การตกแต่งภายในนั้นออกแบบมาให้ลงตัวกับรูปแบบของโรงแรมนี้โดยเฉพาะ





5. Hotel Everland

ที่นี่น่าจะเป็นที่สุดหรูเพียงแห่งเดียวที่คุณคิดถึง เพราะโรงแรมนี้มีเพียงห้องเดียว ตั้งอยู่บนชั้นบนสุดของพิพิธภัณฑ์ Palais de Tokyo โดยในโรงแรมจะมีทั้งห้องน้ำ เตียงขนาดคิงไซส์และเล้าจ์ พร้อมวิวสุดสวยของเมืองปารีส Seine และหอไอเฟลที่ประดับไฟสวยงามยามค่ำคืน คุณสามารถจองที่พักที่นี่ผ่านทางเวบไซต์ โดยจะสุ่มเวลาเปิดให้จองเพียงวันละ 1 ชั่วโมงเท่านั้น!






6. Marmara Antalya

ด้วยการผสมผสานระหว่างตุรกีและยุโรป โรงแรมนี้ตั้งอยู่ที่เมือง Antalya ตุรกี โรงแรมนี้ขึ้นชื่อเรื่องวิวที่สวยงาม การดีไซน์ที่ลงตัว และการบริการที่อบอุ่น จุดเด่นเหนืออื่นใดของโรงแรมนี้ก็คือ ทุกๆห้องพักจะหมุนไปเรื่อยๆแบบช้าๆ เพื่อให้สามารถซึบซับกับวิวสวยงามได้แบบ 360 องศา






7. Cappadocia Hotel

สำหรับโรงแรมนี้ก็ยังคงอยู่ที่ตรุกีเช่นกัน โรงแรมนี้สร้างโดยการขุดเข้าไปบนหน้าผาของภูเขา Yunak Evleri ห้องพักแต่ละห้องออกแบบมาเป็นถ้ำเหมือนในการ์ตูนฟลิ้นสโตน โรงแรมนี้สร้างเสร็จพร้อมกับห้องพักจำนวน 30 ห้องที่พาคุณกลับไปสัมผัสบรรยากาศสมัยยุค 1400 - 1500 ปีก่อน






8. Hobbit Motel

โรงแรม Hobbit นี้ตั้งอยู่ที่ Woodlyn Park นิวซีแลนด์ โดยเหมือนกับบ้านที่เหล่า Hobbit จากเรื่อง Lord of The Rings อยู่ คุณสามารถดื่มด่ำกับบรรยากาศอันสงบสุขของเหล่าฮอบบิทในนิยายยอดฮิตของ J.R.R. Tolkien ได้ที่นี่






9. Out ‘n’ About Treesort & Treehouse Institute

เพียงแค่ออกจากเมือง Cave Junction, Oregon มานิดเดียว โรงแรมนี้เสนอบ้านพักสุดหรูที่คุณฝันไว้ในวัยเด็กเพียง 18 หลัง แต่ละหลังมีทั้งห้องน้ำและตู้เย็น บางหลังสูงจากพื้นดินถึง 300 ฟุต ไม่มีอะไรดีไปกว่าการพักผ่อนสบายในวันหยุดบนบ้านต้นไม้อีกแล้ว






10. Wagon Stays.

อีกหนึ่งที่พักที่น่าสนใจในนิวซีแลนด์อยู่ที่เมือง Christchurch แค่ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า คุณสามารถพักอยู่บนรถม้าที่มีพร้อมทั้งห้องน้ำ ห้องครัว และทีวีดาวเทียม โรงแรมนี้ให้บรรยากาศที่พักบนรถม้าที่ผสมกับความทันสมัยอย่างลงตัว เพื่อความสุขของแขกที่มาพักทุกคน

วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ทำดีโดยไม่หวังผลตอบแทน

การทำสิ่งใดโดยไม่หวังผลตอบแทนนั้น บางครั้งกลับได้รับคืนมาอย่างไม่น้อยไปกว่ากัน แม้ว่าจะไม่ได้ตั้งใจว่าจะได้อะไรกลับคืนมาก็ตาม เพราะสิ่งหนึ่งที่นับเป็นความจริงในโลกนี้คือ คำที่ว่า “ทำอย่างไรก็จะได้อย่างนั้นกลับคืนมา” อย่างเช่นเรื่องเล่าของสิ่งที่เกิดขึ้นจริงเมื่อนานมาแล้วเรื่องนี้ ชื่อของเขาคือ เฟลมมิง เป็นชาวนาชาวสกอตแลนด์ผู้ยากจน วันหนึ่งระหว่างที่เขากำลังทำงานอยู่ในไร่ เฟลมมิ่งก็ได้ยินเสียงร้องให้ช่วยดังมาจากบึงโคลนที่อยู่ไม่ไกลแถวนั้น โดยไม่ต้องคิด เขาวางมือจากงานที่ทำอยู่ แล้ววิ่งตรงไปที่บึงอย่างรวดเร็ว แล้วเมื่อเข้าใกล้เขาก็เห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังถูกโคลนดูดอยู่กลางบึง ยิ่งเขาพยายามดิ้นรนช่วยเหลือตัวเองมากเท่าใด เด็กหนุ่มก็ยิ่งจมลงไปในโคลนมากขึ้นเท่านั้น ตอนนี้โคลนอยู่สูงถึงหน้าอกของเขาแล้ว เด็กหนุ่มจึงร้องอย่างกลัวความตาย เมื่อเห็นอย่างนั้น เฟลมมิงก็วิ่งลุยโคลนลงไปโดยไม่คิดถึงความปลอดภัยของตัวเอง เขาต้องช่วยเด็กหนุ่มออกมาให้ได้ โชคดีเป็นของเด็กหนุ่มที่เฟลมมิงอยู่ตรงนั้น ทำให้เขารอดพ้นจากความตาย ในวันต่อมา มีรถม้าอันหรูหราสวยงามมาจอดตรงหน้าบ้านอันยากแค้นของเฟลมมิง แล้วขุนนางผู้สูงศักดิ์ในเครื่องแต่งกายงดงามก็ก้าวลงจากรถม้า เขาแนะนำตัวเองว่าเป็นบิดาของเด็กหนุ่มที่เฟลมมิงช่วยไว้เมื่อวานนี้ “ข้าต้องการจะตอบแทนเจ้า” ชายสูงศักดิ์กล่าว “ที่ได้ช่วยชีวิตลูกชายของข้าไว้” “ข้ารับค่าตอบแทนจากสิ่งที่ข้าทำลงไปไม่ได้หรอก” เฟลมมิงตอบกลับ และในเวลาเดียวกันนั้น ลูกชายของเขาก็เดินออกมาจากตัวบ้าน “นั่นคือลูกชายของท่านใช่หรือไม่ ?” ชายสูงศักดิ์ถาม “ใช่” “ถ้าเช่นนั้นข้ามีเรื่องจะตกลงกับเจ้า ข้าอยากช่วยลูกชายของเจ้าให้ได้เรียนหนังสือ มากเท่าที่ลูกชายของเจ้าพอใจจะได้หรือไม่ เพราะถ้าหากว่าลูกชายของเจ้าเป็นเหมือนพ่อของเขาแล้ว เขาจะเติบโตขึ้นเป็นคนที่พวกเราจะต้องภาคภูมิใจอย่างไม่ต้องสงสัย” เฟลมมิงตอบตกลงรับข้อเสนอนั้น ต่อมาลูกชายของเฟลมมิงจึงได้เข้าเรียนในโรงเรียนที่ดีที่สุด หลังจากที่เขาเรียนจบจากโรงเรียนแพทย์ ของโรงพยาบาลเซนต์แมรีส์ในลอนดอน ชายหนุ่มคนนี้ก็กลายมาเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในชื่อของ เซอร์อเล็กซานเดอร์ เฟลมมิง ผู้ค้นพบยาเพนนิสซิลินนั่นเอง ภายหลัง ลูกชายของชายสูงศักดิ์ที่เฟลมมิงได้ช่วยไว้จากโคลนดูด ก็ล้มป่วยด้วยโรคปอด แล้วอะไรล่ะที่ช่วยชีวิตเขาไว้ได้อีกครั้ง ? แน่นอน นั่นก็คือยาเพนนิสซิลิน ชื่อของชายสูงศักดิ์คนนั้นคือ ลอร์ด แรนดอลฟ์ เชอร์ชิลล์ และลูกชายของเขามีชื่อว่า เซอร์วินสตัน เชอร์ชิลล์ ที่กลายมาเป็นนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร และเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ด้วยเรื่องนี้ทำให้เราเชื่อว่า “ทำอย่างไรก็จะได้อย่างนั้นกลับคืนมา” เป็นเรื่องจริง
ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ คอลัมน์ "กำลังใจ...ไดอะรี่"

มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก

มะเร็งสืบพันธุ์สตรีอีกชนิดหนึ่ง ที่คุณผู้หญิงทุกคนควรระวังไว้ นั่นก็คือ “มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก” มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก เป็นมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์ในสตรีที่พบได้เป็นอันดับ 3 เป็นมะเร็งที่มีโอกาสรักษาหายขาดสูงมาก เนื่องจากผู้ป่วยมักมีอาการเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด ซึ่งแพทย์ส่วนมากแล้วจะแนะนำให้ผู้ป่วยมาพบเมื่อรู้สึกว่ามีอาการผิดปกติ ทำให้การตรวจพบโรคในระยะแรกเริ่ม นำพาไปสู่การรักษาที่ดีได้มาก สาเหตุของโรค ในปัจจุบันทางการแพทย์แบ่งกลุ่มของผู้ป่วยโรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกเป็น 2 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มที่เป็นโรคมะเร็งเนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจน มักพบในสตรีที่มีอายุน้อย ในผู้หญิงที่มีภาวะฮอร์โมนเอสโตรเจนเกินเป็นระยะเวลานาน ส่งผลให้เยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัวผิดปกติและกลายเป็นมะเร็งในที่สุด2.กลุ่มที่ไม่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมน ซึ่งไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่คาดว่ามีความเกี่ยวข้องในเรื่องพันธุกรรมเป็นส่วนใหญ่ ที่มักพบในผู้ป่วยสูงอายุและเป็นชนิดที่มีความรุนแรงของโรคสูง โดยทั่วไปแล้ว สตรีจะมีรอบเดือนตามฮอร์โมนในร่างกาย คือ ฮอร์โมนเอสโตรเจน และฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกเติบโตขึ้นและหลุดลอกออกมาเป็นประจำเดือน แต่หากมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน โดยผู้ป่วยมีภาวะหรือได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่สูงขึ้นผิดปกติต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกหลุดลอกออกมาไม่หมด และค้างอยู่ในโพรงมดลูกจนเกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกที่เรียกว่า ภาวะเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัวผิดปกติ ซึ่งหากผู้ป่วยอยู่ในภาวะนี้นาน ๆ โดยไม่ได้รักษาก็จะกลายเป็นโรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกในที่สุด ดังนั้น ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคนี้มีอะไรบ้าง เริ่มที่สตรีที่ไม่มีบุตรหรือมีบุตรยาก, สตรีที่มีประจำเดือนตั้งแต่อายุน้อยและหมดประจำเดือนช้า, สตรีที่มีรูปร่างท้วมหรืออ้วน, มีประวัติญาติพี่น้องสายตรงเป็นโรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก, ได้รับฮอร์โมนเอสโตร เจนในขนาดที่สูงเป็นเวลานาน, สตรีสูงอายุ และ สตรีที่มีประวัติเป็นโรคเบาหวานหรือความดันโลหิตสูง คุณผู้หญิงที่มีปัจจัยดังกล่าวนี้ ควรหมั่นตรวจตรารอบเดือนของตัวเองว่ามีความผิดปกติใด ๆ หรือไม่ หากมีแล้ว ก็ให้สำรวจอาการว่า ตรงกับข้อมูลดังต่อไปนี้หรือไม่ สำหรับอาการของโรค ผู้ป่วยมักจะมาพบแพทย์ด้วยอาการเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดที่ไม่ใช่ประจำเดือน โดยเลือดออกกะปริดกะปรอยหรือออกมาปริมาณมากติดต่อกันหลายวันจนทำให้ผู้ป่วยมีภาวะซีดและอ่อนเพลียเกิดขึ้นเนื่องจากเสียเลือด อาการปวดท้องน้อย หากมีการดำเนินของโรคต่อไป ก็จะมีการกระจายไปยังอวัยวะต่าง ๆ เช่น รังไข่ ต่อมน้ำเหลือง รวมไปถึงปอด ซึ่งคุณผู้หญิงไม่ควรมองข้าม หากมีอาการเพียงเล็กน้อยก็ให้รีบไปพบแพทย์ทันที การวินิจฉัยโรค แพทย์จะทำการตรวจร่างกายและตรวจภายใน ร่วมกับทำการขูดมดลูกผู้ป่วยเพื่อหาเซลล์มะเร็งของเยื่อบุโพรงมดลูกทางพยาธิวิทยาในส่วนของการรักษาโรค แพทย์จะทำการผ่าตัดเปิดหน้าท้อง ตรวจอวัยวะภายในช่องท้อง ตัดมดลูกและรังไข่ ตรวจต่อมน้ำเหลืองบริเวณอุ้งเชิงกราน และต่อมน้ำเหลืองบริเวณเส้นเลือดใหญ่เอออร์ต้า (Aorta) ตรวจน้ำในช่องท้องหาเซลล์มะเร็ง แล้วประเมินโรคว่าผู้ป่วยอยู่ในระยะใดของโรค หากเป็นมะเร็งระยะแรก ๆ การรักษาโดยการผ่าตัดก็เพียงพอ หากเป็นมะเร็งระยะที่มากขึ้นผู้ป่วยอาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยการฉายแสงหรือให้ยาเคมีบำบัดขึ้นอยู่กับระยะ ของโรค ด้านการป้องกันโรค ดังที่กล่าวมาแล้วว่า โรคนี้มีความสัมพันธ์กับฮอร์โมนเอสโตรเจน เป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นการป้องกันโรคจึงสามารถทำได้ดังนี้ 1.หลีกเลี่ยงการได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจนหากไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ หากจำเป็นต้องรับฮอร์โมน เอสโตรเจนควรได้รับฮอร์โมนโปรเจส เตอโรนควบคู่กันไปด้วย เพื่อป้องกันภาวะเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัวผิดปกติ ซึ่งเป็นภาวะแรกเริ่มของการเกิดโรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก2.สตรีที่มีลักษณะของประจำเดือนผิดปกติ เช่น มาไม่สม่ำเสมอ มาขาด ๆ หาย ๆ มีประจำเดือนปริมาณมากในแต่ละครั้ง ร่วมกับมีลักษณะของการมีภาวะฮอร์โมนเอสโตรเจนสูง เช่น หน้ามัน ขนดก เป็นสิวมาก ควรปรึกษาแพทย์เพื่อให้การรักษาแต่เนิ่น ๆ3.สตรีที่มีภาวะปัจจัยเสี่ยงดังที่กล่าวมาแล้ว ควรไปรับคำปรึกษาจากแพทย์และตรวจภายใน เพื่อเป็นแนวทางในการดูแลตนเองในการป้องกันโรค4.หลีกเลี่ยงการรับประทานยาต่าง ๆ โดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะยากลุ่มสเตียรอยด์ ยาเม็ดลูกกลอน ยาสมุนไพรต่าง ๆ ที่ไม่ได้มาตรฐานจากกระทรวงสาธารณสุข เพราะอาจทำให้เกิดความผิดปกติของเยื่อบุโพรงมดลูกและกลายเป็น มะเร็งได้.

เตือนภัยจาก"ยาทาเล็บ"

ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่งก็จริง แต่ก็ควรตระหนักถึงอันตรายของเครื่องสำอางด้วยอย่างเช่น "ยาทาเล็บ" เป็นต้น ฐิตินันท์ ศรีสถิต แห่งคอลัมน์ "โลกสรรพสินค้า" นิตยสาร "สารคดี" ฉบับล่าสุด มีคำเตือนฝากหญิงสาว* สัญญาณเบื้องต้นที่บ่งบอกความเป็นอันตรายของยาทาเล็บคือกลิ่นเหม็นรุนแรงที่โชยออกมาเมื่อเปิดฝา อันเกิดจากการผสมกันของแอลกอฮอล์ โซลเวนต์หรือสารอินทรีย์ระเหยที่ใช้เป็นตัวทำละลายซึ่งช่วยให้ยาทาเล็บแห้งเร็ว และเรซิ่นที่ทำให้สีของยาทาเล็บติดทนทาน ไม่ลอกล่อนโดยง่าย* มีสารพิษ 3 ชนิดปะปนอยู่ในยาทาเล็บทั่วไป คือ ไดบิวทิล พทาเลต สารประกอบไทลูอิน และฟอร์มาลดีไฮด์* ไดบิวทิล พทาเลต เป็นปัจจัยเพิ่มอัตราการเป็นหมันในหญิงและชาย ในระยะยาวจะส่งผลต่อไตและตับ* ไทลูอิน ไม่เพียงรบกวนการเจริญเติบโตและระบบสืบพันธุ์ แต่ยังสร้างความระคายเคืองผิวหนังและส่งผลต่อระบบประสาท ทำให้เหนื่อย สับสน และสูญเสียความทรงจำ หากสูดดมมากๆ จะมีอาการหน้ามืด ตาลาย ปวดศีรษะ * ฟอร์มาลดีไฮด์ หากสัมผัสกับผิวหนังจะปรากฏเป็นผื่นแพ้และคัน หากสูดดมเข้าไปในระยะสั้นจะสร้างความระคายเคืองในลำคอและไอ ในระยะยาวทำให้เป็นมะเร็งในระบบทางเดินหายใจ* สีในยาทาเล็บส่วนใหญ่เป็นสีสังเคราะห์ ส่วนยาทาเล็บที่ผลิตด้วยสีธรรมชาติก็จำเป็นต้องเติมแร่ไมกาเพื่อเพิ่มประกายแวววาว สิ่งที่คุณอาจไม่รู้ก็คือ การทำเหมืองไมกามีการใช้แรงงานเด็กและผู้หญิง* นอกจากยาทาเล็บแล้ว น้ำยาล้างเล็บก็อันตรายไม่เบา ยิ่งทาเล็บติดทนนานเพียงใด ยิ่งต้องใช้น้ำยาที่ผสมด้วยตัวทำละลายเข้มข้นสูง จึงมีฤทธิ์มากพอจะล้างสีออกจากเล็บได้ง่ายดาย* น้ำยาล้างเล็บส่วนใหญ่มีส่วนผสมสารเคมี 2 ชนิด คือ อะซิโตน และเอทิลอะซิเตต ซึ่งต่างก็สร้างความระคายเคืองแก่ดวงตาและระบบทางเดินหายใจ ไม่เพียงเท่านั้นยังทำให้ผิวหนังแห้งและลดทอนความแข็งแรงของเล็บอีกด้วย